<?xml version='1.0' encoding='UTF-8' ?>
<rss version='2.0' xmlns:atom='http://www.w3.org/2005/Atom'>
<channel>
<title><![CDATA[บทความ]]></title>
<link>https://mkm.onab.go.th/th/content/category/index/id/109</link>
<atom:link href="https://mkm.onab.go.th/th/content/category/index/id/109" rel="self" type="application/rss+xml" />
<description><![CDATA[-]]></description>
<item>
<title><![CDATA[ที่พึ่งในยามท้อ]]></title>
<link>https://mkm.onab.go.th/th/content/category/detail/id/109/iid/106002</link>
<guid isPermaLink="false">6a9d288187c4134c710a2ecbb2ae2584</guid>
<pubDate>Mon, 14 Jul 2025 13:54:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชย์ในเมืองพาราณสี</p>

<p>มีพรานคนหนึ่ง ทำอาชีพล้มช้างป่าเพื่อตัดเอางาไปขาย</p>

<p>เมื่อออกล่า พรานก็จะซุ่มตัวในพุ่มไม้และสังเกตุเห็นว่า ทุกครั้งที่ช้างได้พบพระปัจเจกพุทธะ ช้างก็จะหมอบลงด้วยเข่าแล้วจบ&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; (วางหรือวาดงวงไปมาเบาๆ) พระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้นอยู่เสมอ</p>

<p>เรียกว่า ถ้าช้างเห็นผ้าเหลือง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของผู้ทรงศีล ช้างก็จะหมอบด้วยเข่าทั้งสองแล้วกระทำการจบเพื่อแสดงความเคารพทันที</p>

<p>แรกๆก็สงสัยอยู่ว่า เอ๊ะ ช้างเห็นอะไร จึงหมอบเข่า และพอสำรวจไปรอบๆ ทิศ ก็เห็นพระปัจเจกพุทธเจ้า จึงเข้าใจว่า อ้อ ช้างคงเห็นผ้าเหลือง จึงทำอย่างนั้น</p>

<p>เมื่อมั่นใจว่าเป็นเพราะผ้าเหลือง เขาจึงพยายามไปหาผ้าเหลืองมาใส่บ้าง ก็พอดีไปขโมยมาได้ ในจังหวะที่พระปัจเจกพุทธะรูปหนึ่ง จะลงอาบน้ำ จึงวางจีวรไว้ที่ริมฝั่งสระน้ำ</p>

<p>เมื่อได้ผ้าเหลืองมาแล้ว อ้ายพรานใจบาป ก็จะถือเอาหอก ไปนั่งคลุมโปงอยู่ริมทางที่ช้างเหล่านั้นเดินผ่าน ช้าง พอเห็นเขา ก็จบด้วยสำคัญว่าเป็นพระ</p>

<p>และพอช้างผ่านไปจนเหลือตัวสุดท้าย พรานก็เอาหอกพุ่งใส่ช้างตัวสุดท้ายจนล้มแล้วตัดเอางาไป ทำเช่นนี้ในทุกๆวัน</p>

<p>จนต่อมา พระโพธิสัตว์ถือปฏิสนธิในกำเนิดช้างและได้เป็นช้างนายโขลง</p>

<p>พระโพธิสัตว์ ก็สังเกตเห็นว่า บริวารตนเอง เริ่มบางตาลงเรื่อยๆ จึงคิดว่า อันตรายที่เกิดแก่บริวาร น่าจะมาจากชายที่นั่งคลุมผ้าเหลืองอยู่นั่นเป็นแน่</p>

<p>จึงคิดอุบาลที่จะจับชายคนนั้นให้ได้ จึงส่งช้างทั้งหมดล่วงหน้าไปก่อน ส่วนตนอยู่ข้างหลังสุดแห่งโขลง</p>

<p>เมื่อช้างทั้งหลายเดินผ่านไป โดยมีพระโพธิสัตว์เดินอยู่ท้าย</p>

<p>พรานเห็นโอกาส จึงม้วนจีวรแล้วพุ่งหอกไป หมายจะปลิดชีพพระโพธิสัตว์เพื่อเอางวงอีกเช่นเดิม</p>

<p>แต่พระโพธิสัตว์ ที่มีสติตลอด ได้ถอยฉากออกข้างเพื่อหลบหอก</p>

<p>จากนั้น ก็วิ่งเข้าใส่พราน หมายจับฟาดลงดินให้ตาย แต่ไม่ทำเพราะละอายในบาป (ไม่อยากทำบาป)</p>

<p>จึงได้สั่งสอนพรานให้ตั้งอยู่ในศีล และปฏิญานที่จะเลิกทำมิจฉาชีพแล้วจึงปล่อยตัวไป</p>

<p>ท่านพุทธศาสนิกชนที่เคารพทุกท่านครับ</p>

<p>จีวร ถือว่าเป็นธงชัย หรือเครื่องหมายของพระอรหันต์ โดยแท้</p>

<p>แม้ในคัมภีร์อุบาลีเถราปทาน ได้ปรากฎอยู่ว่า</p>

<p>&ldquo;บุคคลเห็นผ้ากาสาวพัสตร์</p>

<p>ที่(แม้)เปื้อนอุจจาระ ที่ถูกทิ้งไว้ตามถนนหนทาง</p>

<p>ก็ควรประนมมือไหว้ผ้านั้น</p>

<p>อันเป็นธงชัยของพระอริยเจ้า</p>

<p>ด้วยเศียรเกล้า&rdquo;</p>

<p>หรือในคัมภีร์สมันตปาสาทิกา กล่าวว่า</p>

<p>&ldquo;สมัยที่พระพุทธองค์ยังดำรงพระชนม์ชีพอยู่</p>

<p>พระธนิยะได้ตัดไม้เป็นสมบัติของหลวงจำนวนมาก</p>

<p>มีความผิดตามกฎหมายบ้านเมือง</p>

<p>โทษฐานถึงขั้นประหารชีวิต</p>

<p>แต่พระเจ้าพิมพิสาร กษัตริย์ผู้ครองกรุงราชคฤห์</p>

<p>ก็ทรงมีรับสั่งให้พระราชทานอภัยโทษ</p>

<p>เพราะทรงเห็นแก่จีวร (ผ้าเหลือง)</p>

<p>ซึ่งถือว่าเป็นเครื่องหมายของพระอรหันต์นั่นเอง&rdquo;</p>

<p>ดังนั้น ท่านทั้งหลายจึงควรไตร่ตรองพิจารณาด้วยสติปัญญาเถิดว่า</p>

<p>โดยแท้จริงแล้วนั้น รัตนะคือแก้วอันประเสริฐสุดของพุทธศาสนานั้น คือ พระรัตนตรัย คือ</p>

<p>พุทธรัตนะ คือ องค์สมเด็จพระบรมศาสดา ผู้ทรงตรัสรู้ได้โดยชอบด้วยพระองค์เอง แล้วทรงสอนประชุมชน</p>

<p>ให้ประพฤติชอบด้วยกาย วาจา และใจ ตามพระธรรมวินัย</p>

<p>ธรรมรัตนะ คือพระธรรม อันเป็นคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์นั้น</p>

<p>สังฆรัตนะ คือพระสงฆ์ ที่ฟังคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์นั้น</p>

<p>แล้ว &ldquo;ปฏิบัติชอบ ตามพระธรรมวินัย&rdquo;</p>

<p>พุทธศาสนิกชน ที่มีศรัทธามั่นคงดำรงมั่นในพระพุทธศาสนาทั้งหลาย</p>

<p>แม้ศรัทธาจะพึงคลอนแคลนไป มากบ้าง น้อยบ้าง ตามภูมิแห่งจิตใจของแต่ละบุคคล แต่ท่านทั้งหลาย พึงอย่าได้ละทิ้ง ที่พึ่งอันประเสริฐ หรือพระไตรรัตน์ เพราะที่พึ่งที่ระลึกอย่างอื่นในยามนี้ไม่มีอะไรประเสริฐไปกว่าการยึดมั่นในคุณแห่งพระรัตนตรัยอีกแล้ว ด้วยการตามระลึกถึงคุณแห่งพระพุทธเจ้าเนืองๆ ว่า</p>

<p>&ldquo;อิติปิ โส ภควา (แม้เพราะเหตุนี้ๆ พระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์นั้น)</p>

<p>(๑) อรหัง (ทรงเป็นผู้ห่างไกลจากกิเลส)</p>

<p>(๒) สัมมาสัมพุทโธ (ตรัสรู้เองโดยชอบด้วยพระองค์เอง)</p>

<p>(๓) วิชชาจรณสัมปันโน (ทรงถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ)</p>

<p>(๔) สุคโต (ผู้เสด็จไปแล้วด้วยดี)</p>

<p>(๕) โลกวิทู (ทรงรู้โลกอย่างแจ่มแจ้ง)</p>

<p>(๖) อนุตตโร ปุริสทัมมสารถิ (เป็นสารถีฝึกบุรุษที่ควรฝึกได้อย่างไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า)</p>

<p>(๗) สัตถา (เทวมนุสสานัง เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย)</p>

<p>(๘) พุทโธ (เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานแล้วด้วยธรรม)</p>

<p>(๙) ภควา (เป็นผู้มีความเจริญจำแนกธรรมสั่งสอนเวไนยสัตว์)</p>

<p>พึงระลึกถึงคุณแห่งพระธรรมเนืองๆ ว่า</p>

<p>(๑) สวากขาโต ภควตา ธัมโม (พระธรรมเป็นธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสดีแล้ว)</p>

<p>(๒) สันทิฎฐิโก (เป็นสิ่งที่ผู้บรรลุ จะพึงเห็นเอง)</p>

<p>(๓) อกาลิโก (เป็นสิ่งไม่ประกอบด้วยกาล)</p>

<p>(๔) เอหิปัสสิโก (เป็นสิ่งที่ควรเรียกให้เข้ามาดู)</p>

<p>(๕) โอปนยิโก (เป็นสิ่งที่ควรน้อมเข้ามาใส่ตัว)</p>

<p>(๖) ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ (เป็นสิ่งอันวิญญูชน จะพึงรู้ได้เฉพาะตน)</p>

<p>และพึงระลึกถึง &ldquo;พระอริยสาวก&rdquo; อยู่เนืองๆ ว่า</p>

<p>(๑) สุปฎิปันโน ภควโต สาวกสังโฆ (สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า &ldquo;เป็นผู้ปฎิบัติดีแล้ว&rdquo;)</p>

<p>(๒) อุชุปฎิปันโน (เป็นผู้ปฎิบัติตรงแล้ว)</p>

<p>(๓) ญายปฏิปันโน (เป็นผู้ปฎิบัติเพื่อรู้แจ้งแห่งธรรม)</p>

<p>(๔) สามีจิปฏิปันโน (เป็นผู้ปฏิบัติชอบ)</p>

<p>นี้คือคู่บุรุษ ๔ บุรุษ บุคคล ๘ นั่นคือสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า</p>

<p>(๕) อาหุเนยโย (เป็นผู้ควรของคำนับ)</p>

<p>(๖) ปาหุเนยโย (เป็นผู้ควรแก่ของต้อนรับ)</p>

<p>(๗) ทักขิเณยโย (เป็นผู้ควรแก่ของทำบุญ)</p>

<p>(๘) อัญชลีกรณีโย (เป็นผู้ควรแก่กระทำอัญชลี)</p>

<p>(๙) อนุตตรัง ปุญญักเขตตัง โลกัสสะ (เป็นนาบุญของโลก ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งไปกว่า)</p>

<p>เมื่อท่านระลึกถึงคุณแห่งพระรัตนตรัยได้เช่นนี้แล้ว ท่านจะมีจิตใจอันเป็นกุศล ใช้ปัญญาเป็นดวงตาแยกแยะออกได้ว่า</p>

<p>ผ้ากาสาวพัสตร์ นั้น เป็นสิ่งที่ควรค่าแก่การกราบไหว้บูชา เพราะเป็นธงชัย หรือ เป็นเครื่องหมายแห่งพระอรหันต์โดยแท้</p>

<p>มากกว่า การไปยึดมั่น หลงมงายในตัวบุคคล เพียงเพราะว่าผู้นั้น เป็นผู้ที่ใช้จีวร เป็นเครื่องห่อหุ้มพันกายนั้นไว้ โดยไม่มีความขวนขวายในอันที่จะสร้างคุณสมบัติแห่งการเป็นพระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าเลย</p>

<p>แต่พวกเขาเหล่านั้น เพียงอาศัยผ้ากาสาวพัสตร์ เพื่อแสวงหาความปรารถนาอันลามกให้แก่ตนเองเท่านั้น</p>

<p>เขาเหล่านั้น จึงเป็นได้แต่เพียงนายพรานผู้มีจิตใจหยาบช้า ผู้ใช้จีวรเพื่อก่อกรรมให้กับตนเองและสร้างความมัวหมองแห่งพระศาสนาเป็นส่วนรวม เท่านั้นเอง</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ส. คำเวียง</p>
]]></description>
<enclosure url='https://mkm.onab.go.th/th/file/get/file/202507141d18cff71c9f3303a8794956a667853f135654.jpg' type='image/jpg' length='41494' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[มงคลข้อที่ ๘ : ความรอบรู้ในศิลปะ]]></title>
<link>https://mkm.onab.go.th/th/content/category/detail/id/109/iid/102777</link>
<guid isPermaLink="false">8a5d73d9481ac30540201e1a0a10f703</guid>
<pubDate>Thu, 29 May 2025 13:01:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ศิลปะหมายถึงความเป็นผู้ฉลาดในหัตถกรรม มี ๒ อย่าง คือศิลปะของบรรพชิตและคฤหัสถ์</p>

<p style="text-align: justify;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ศิลปะของบรรพชิตนั้น ได้แก่การตกแต่งสมณบริขาร มีการกะและเย็บจีวรเป็นต้น ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง พรรณนาไว้ ส่วนศิลปะของคฤหัสถ์นั้น&nbsp; &nbsp; &nbsp; มีอยู่เป็นจำนวนมาก จำแนกตามประเภทแห่งกิจการหรือความฉลาด(เชี่ยวชาญ)ตามแต่ละสาขาวิชา</p>

<p style="text-align: justify;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ในระหว่างศิลปะแห่งบรรพชิตและคฤหัสถ์นั้น นับว่าเป็นมงคลอย่างยิ่ง แต่ว่าในมงคลสองอย่างนั้นมีความแตกต่างกันในบางประการคือ ศิลปะของบรรพชิต เป็นไปเพื่อนำประโยชน์สุขมาให้แก่ผู้ปฏิบัติในโลกทั้งสอง(โลกนี้และโลกหน้า) ทั้งแก่ตนและผู้อื่น ส่วนศิลปะของคฤหัสถ์นั้น เป็นไปเพียงเพื่อนำประโยชน์มาให้ในโลกนี้เท่านั้น</p>

<p style="text-align: justify;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;เมื่อขึ้นชื่อว่าศิลปะที่ประกอบขึ้นด้วยความสุจริตเป็นที่ตั้งแล้วนั้น ศิลปะนั้นย่อมเป็นหนทางนำมาให้ซึ่งทรัพย์สินเงินทองและยศฐาบรรดาศักดิ์แก่ผู้นำศิลปะไปใช้ให้เกิดประโยชน์ ตัวอย่างเช่น บุรุษเปลี้ยผู้ใช้ศิลปะในการดีดก้อนกรวดไปใช้ในทางที่เป็นประโยชน์ จนทำให้ตนเองได้รับทรัพย์สินเงินทองเรือกสวนไร่นามากมายเลยทีเดียว จึงขอเล่าเพียงสั้นๆ ก่อนว่า ในอดีตกาล ได้มีบุรุษเปลี้ยคนหนึ่งในเมืองพาราณสี เป็นผู้ฉลาดในศิลปะการดีดก้อน กรวด ทุกวัน พวกเด็กๆ จะเอารถมารับเขาไปที่ต้นไทรใหญ่ที่อยู่ใกล้ประตูเมือง เสร็จแล้วก็จ้างให้เขาใช้ศิลปะการดีดก้อนกรวดนั่นแหละ ดีดไปที่ใบต้นไทร เพื่อให้เกิดเป็นรูปร่างสัตว์ต่างๆเช่น เป็นช้าง เป็นม้าบ้าง ให้พวกเขาดู เสร็จแล้วก็พากันปรบมือชอบใจใหญ่ที่ได้เห็นรูปต่างๆ ที่เกิดจากการใช้ก้อนกรวดดีไปที่ใบไทรนั้น</p>

<p style="text-align: justify;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ทีนี้วันหนึ่ง ก็มีพระราชาพระองค์หนึ่ง ได้เสด็จไปถึงสถานที่นั้น พวกเด็กๆ กลัวตำรวจวัง จึงพากันวิ่งหนีไป ส่วนเจ้าบุรุษเปลี้ยหนีไปไม่ได้ เลยได้แต่หมอบอยู่ที่โคนต้นไทร พระราชาไปถึงแล้วก็ทอดพระเนตรเห็นว่าใบไทรทั้งหลายมีรูเป็นรูปสัตว์ต่างๆ จึงตรัสถามว่า เป็นฝีมือใครกัน&rdquo;</p>

<p style="text-align: justify;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;พวกราชบุรุษก็กราบทูลว่า &ldquo;ฝีมือบุรุษเปลี้ย พระเจ้าข้า&rdquo;</p>

<p style="text-align: justify;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;พระราชาทรงดำริที่จะให้บุรุษเปลี้ยนำศิลปะการดีดก้อนกรวดไปใช้ให้เกิดประโยชน์กับพระองค์เอง จึงตรัสเรียกบุรุษเปลี้ยมาถามว่า&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &quot;ในวังเรามีปุโรหิตคนหนึ่ง เป็นคนปากจัด พูดมาก เมื่อเขาได้พูดแล้ว คนอื่น ก็อย่าหวังว่าจะได้พูดมั่ง เจ้าจะมีวิธีที่จะทำให้เขาสงบปากสงบคำได้บ้างหรือไม่&quot;</p>

<p style="text-align: justify;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&ldquo;มี พระเจ้าข้า ข้าพระองค์ขอขี้แพะซักหนึ่งทะนาน (เครื่องตวงอย่างหนึ่ง ทำด้วยกะโหลกมะพร้าว เป็นต้น) เดี๋ยวข้าพระองค์จัดการให้</p>

<p style="text-align: justify;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ว่าแล้วก็ลงมือวางแผนการ คือ เขาจะเข้าไปนั่งซ่อนตัวอยู่ในผ้าม่านตรงที่ปุโรหิตคนนั้นนั่ง เสร็จแล้วก็เจาะรูผ้าม่านช่องเล็กๆไว้พร้อมกับนำขี้แพะไปวางไว้ใกล้ๆมือ</p>

<p style="text-align: justify;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;พอมีการว่าราชการ ก็เริ่มละ ไอ้ปุโรหิตคนนั้นก็พูดคนเดียวฉอดๆ คนอื่นได้แต่นั่งมองตาปริบๆ ไม่มีโอกาสได้พูดเลยแม้แต่น้อย ในจังหวะที่ปุโรหิตกำลังอ้าปากพูดนั่นแหละ เจ้าบุรุษเปลี้ย ก็ดีดขี้แพะเข้าไปในปากทีละก้อนๆ โดยที่ท่านปุโรหิตไม่รู้สึกตัวเลยว่าตัวเองกินขี้แพะเข้าไป จนกระทั่งพระราชาได้ตรัสแก่ปุโรหิตว่า ให้รีบไปกินน้ำเพื่อสำรอกขี้แพะออกจากท้องซะ ไม่เช่นนั้นท่านจะท้องอืดตายเอานะ</p>

<p style="text-align: justify;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ปุโรหิตท่านนั้น ก็กลับเป็นคนนิ่งเงียบสุขุมมากขึ้น ไม่พูดมากอีกเลย พระราชาทรงพอพระทัยมาก จึงได้พระราชทานทรัพย์สินไร่นาให้แก่บุรุษเปลี้ยคนนั้น เป็นผลตอบแทนจากการที่นำเอาศิลปะนั้นไปใช้ในทางที่สุจริตและเป็นประโยชน์</p>

<p style="text-align: justify;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;แต่ในขณะเดียวกัน หากคนที่มีศิลปะแล้ว นำเอาศิลปะไปใช้ในทางที่ไม่สุจริตและเพื่อเบียดเบียนทำร้ายคนอื่นแล้ว ศิลปะนั้น ก็อาจจะย้อนกลับมา สร้างความฉิบหายให้ตัวเขาก็ได้ ดั่งตัวอย่างกลอนสอนใจจาก &quot;นิราศภูเขาทอง&quot; ที่สุนทรภู่แต่งเอาไว้เกี่ยวกับตัวอย่างของศิลปะการใช้คำพูดว่า หากจะพูดอะไรต้องคิดก่อนพูด ถ้าพูดโดยไม่คิด คำพูดก็จะย้อนมาทำร้ายเราได้ว่า</p>

<p style="text-align: justify;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&ldquo;ถึงบางพูดพูดดีเป็นศรีศักดิ์</p>

<p style="text-align: justify;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; มีคนรักรสถ้อยอร่อยจิต</p>

<p style="text-align: justify;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; แม้พูดชั่วตัวตายทำลายมิตร</p>

<p style="text-align: justify;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; จะชอบผิดในมนุษย์เพราะพูดจา&rdquo;</p>

<p style="text-align: justify;">และแถมให้อีกหนึ่งกลอนก็ได้ว่า</p>

<p style="text-align: justify;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&ldquo;อันอ้อยตาลหวานลิ้นแล้วสิ้นซาก</p>

<p style="text-align: justify;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;แต่ลมปากหวานหูไม่รู้หาย</p>

<p style="text-align: justify;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;แม้นเจ็บอื่นหมื่นแสนจะแคลนคลาย</p>

<p style="text-align: justify;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;เจ็บจนตายเพราะเหน็บให้เจ็บใจ&rdquo;</p>

<p style="text-align: justify;">ดังนี้เป็นต้น</p>

<p style="text-align: justify;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทีนี้ก็ย้อนกลับมาเข้าเรื่องที่ว่า ผลของการนำศิลปะไปใช้ในทางที่เป็นโทษ นอกจากจะไม่เกิดประโยชน์แล้วยังสร้างความเดือดร้อนถึงกับชีวิตให้ตนเองได้เลยทีเดียว ดังเรื่องของบุรุษอีกคนหนึ่ง ที่จะเล่าดังต่อไปนี้ว่า เมื่อชื่อเสียงของบุรุษเปลี้ย ที่ใช้วิชาความรู้เกี่ยวกับศิลปะการดีดก้อนกรวด จนได้ดิบได้ดีแล้ว ก็มักจะมีคนที่คิดอยากจะมาฝากตัวเป็นศิษย์เพื่อร่ำเรียนศิลปะวิทยาด้วย จนกระทั่งมีชายคนหนึ่ง ที่มาฝากตัวเป็นศิษย์เรียนศิลปะกับบุรุษเปลี้ยแล้ว พอเรียนจบอาจารย์(บุรุษเปลี้ย) ก็สั่งว่า ถ้าเจ้าจะทดลองวิทยายุทธ์นะ เอ็งก็คิดๆเอาเองก็แล้วกันว่าจะทดลองกับอะไรดี ระหว่างทดลองกับคน สัตว์ หรือสิ่งของ&nbsp;หากไปลองแล้วทำให้คนตายเอ็งอาจถูกกระทืบตายเอาง่ายๆหนา&nbsp; ถ้าจะให้แนะนำนะ จารย์ขอแนะนำว่าให้ทดลองคนที่ไม่มีพ่อไม่มีแม่ที่หวงแหนดูแลจะดีที่สุด ว่างั้น</p>

<p style="text-align: justify;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ไอ้เจ้าลูกศิษย์ได้ฟังอาจารย์แนะนำแล้ว ก็ได้แต่พกก้อนกรวดเอาไว้ในพกผ้าเฉยๆ ยังมีโอกาสได้ทดลองวิทยายุทธ์ที่ร่ำเรียนมาเลย เพราะมองไปในที่ไหนๆแล้ว ไม่ว่าคน สัตว์ หรือสิ่งของทั้งหลาย ต่างก็มีเจ้าของทั้งนั้น ขืนทำไปก็จะโดนเขาฆ่าตายหรือปรับเงินแน่ๆ จนกระทั่งวันหนึ่ง ก็มองไปเห็นพระปัจเจกพุทธเจ้า นามว่าสุเนตต์ ผู้กำลังเข้าบิณฑบาตในเมือง คิดว่า &ldquo;อืม...ผู้นี้ เป็นผู้ไม่มีมารดาและบิดาแน่นอน&rdquo; คิดแล้วก็ดีดก้อนกรวดผึงออกไป เป้าหมายคือช่องหูข้างขวาของพระปัจเจกพุทธเจ้าพระองค์นั้น&nbsp; ก้อนกรวดที่ถูกดีดไปอย่างแรง แหวกอากาศลอยเข้าไปทางช่องหูขวาแล้วทะลุออกทางหูข้างซ้ายทันที พระปัจเจกพุทธเจ้านั้น เกิดทุกขเวทนา ไม่สามารถไปบิณฑบาตต่อได้ จึงเหาะไปแล้วปรินิพพานที่บรรณศาลาของตน</p>

<p style="text-align: justify;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;พวก มนุษย์ที่เคยอุปัฏฐาก ไม่เห็นพระปัจเจกพุทธเจ้ามาบิณฑบาต คิดว่าท่านไม่สบายหรือเปล่า จึงพากันออกไปหาตรงที่อยู่ของท่าน พอไปถึงก็เห็นท่านปรินิพพานเสียแล้ว ก็พากันร้องให้คร่ำครวญอยู่ตรงนั้น</p>

<p style="text-align: justify;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ฝ่ายไอ้เจ้าบุรุษชั่วคนนั้น ก็ไปมุงดูกับเค้าด้วย พอเห็นก็จำได้ว่า เป็นพระปัจเจกพุทธเจ้ารูปที่ตนเองทดลองศิลปะนั่นเอง แล้วก็(เจือก)ไปพลั้งปากพูดว่า &ldquo;ฝีมือผม ฝีมือผมเองครับ&rdquo; (เจ๋งมะ)..</p>

<p style="text-align: justify;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;พวกมนุษย์ทั้งหลายพอได้ฟังเท่านั้น ก็โกรธจัด ต่างพากันรุมกระทืบหมอนั่นจนตุยคาที่อยู่ตรงนั้นนั่นเอง</p>

<p style="text-align: justify;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; บุรุษชั่วคนนั้น ตายแล้วไปหมกไหม้ในมหานรกอเวจี ตราบจนแผ่นดินนี้หนาขึ้นถึงหนึ่งโยชน์(๑๖ กิโลเมตร) ด้วยเศษแห่งวิบากที่เหลือ จึงได้มาเกิดเป็น สัฏฐิกูฏเปรต ที่ภูเขาคิชฌกูฏ</p>

<p style="text-align: justify;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สัฏฐิกูฏเปรต ตัวนี้ มีลำตัวสูง ๓ คาวุต (มาตราวัดความยาวในสมัยโบราณ เท่ากับ ๔,๐๐๐ ทัณฑะ หรือ ๒ โกศ หรือ ๑ ใน ๔ ของโยชน์ หรือ ๑๐๐ เส้นในปัจจุบัน) ในทุกๆวัน จะมีค้อนเหล็ก ที่มีดวงไฟลุกโชน จำนวน ๖๐,๐๐๐ ด้าม กระหน่ำทุบลงบนกระหม่อมของเขา ทำให้ศีรษะแหลกละเอียดแล้ว กลับขึ้นมาตั้งขึ้นใหม่แล้วถูกทุบซ้ำๆแบบนี้อีก ไปจนกว่าจะหมดเวรหมดกรรมเลยทีเดียว</p>

<p style="text-align: justify;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;เห็นหรือยังครับว่า การใช้ศิลปะนั้น ถ้านำไปใช้ในทางที่ดีและเกิดประโยชน์ ก็อาจจะสร้างทรัพย์สมบัติเงินทองมหาศาลให้แก่ตนเองได้มากมายก่ายกอง แต่ถ้านำไปใช้ในทางที่ไม่สร้างสรรค์ ไปใช้เพื่อข่มเหงรังแกคนอื่นให้ได้รับความเดือดร้อนแล้ว ผลกรรมจากการกระทำนั้น ก็จะสร้างความทุกข์ทรมานและความเดือดร้อนให้แก่ตนเองและครอบครัวกันเลยทีเดียว</p>

<p style="text-align: justify;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; วันนี้ก็ขอจบไว้แต่เพียงเท่านี้ก่อน ขอบพระคุณที่ติดตาม ไว้พบกันในหัวข้อต่อไปครับ</p>

<p style="text-align: justify;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ศ.คำเวียง</p>

<p style="text-align: justify;">&nbsp;</p>
]]></description>
</item>
<item>
<title><![CDATA[มงคลข้อที่ ๗ ความเป็นผู้ได้ยินได้ฟังมามาก (ร่ำเรียนมามาก)]]></title>
<link>https://mkm.onab.go.th/th/content/category/detail/id/109/iid/102182</link>
<guid isPermaLink="false">e03d10655a977d19f2541b25ffb282c7</guid>
<pubDate>Wed, 21 May 2025 15:35:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; กถาว่าด้วยพาหุสัจจะ พาหุสัจจะ ความเป็นผู้มีสุตะมาก ความเป็นผู้ฉลาดในกิจนั้นๆ อันเกิดขึ้นเพราะเรียนบ้าง เพราะฟังบ้าง ซึ่งพระพุทธวจนะหรือศิลปะภายนอกพระพุทธศาสนา</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ความเป็นผู้มีสุตะในพระพุทธศาสนานั้น คือ ความเป็นผู้ทรงไว้ซึ่งนวังคสัตถุศาสน์ ได้แก่ สุตตะ เคยยะ เวยยากรณะ คาถา อุทานะ อิติวุตตกะ ชาตกะ อัพภูตธัมมะ เวทัลละ</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ภิกษุผู้ทรงไว้ซึ่งนวังคสัตถุศาสน์ นั้น เป็นผู้ควรค่าแก่การบูชาตามนัยแห่งธรรมรตนะอีกด้วย</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ส่วนความเป็นผู้ฉลาดของเหล่าคฤหัสถ์ เกิดขึ้นเพราะฟังหรือเรียนศิลปะภายนอก ชื่อว่าพาหุสัจจะของคฤหัสถ์ ซึ่งชื่อว่าเป็นมงคล เพราะเป็นเหตุนํามาซึ่งประโยชน์สุขในโลกทั้ง ๒ ในข้อนั้น มีเรื่องนี้ เป็นตัวอย่าง</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ในอดีตกาล พระโพธิสัตว์เกิดเป็นพราหมณ์ นามว่า &quot;เสนก&quot; (อ่านว่า เส-นะ-กะ) ในกรุงพาราณสี เรียนสรรพศิลปะในกรงตักกสิลา สําเร็จแล้ว กลบมายังกรุงพาราณสีและได้รับแต่งตั้งในตำแหน่งอำมาตย์ใหญ่ ดำรงอยู่ในฐานะราชครู คอยแสดงในธรรมสภาในทุกๆวันปักษ์</p>

<p>คราวนั้น มีพราหมณ์แก่คนหนึ่ง เที่ยวขอทานได้ทรัพย์มาพันกหาปณะ แล้วมาฝากไว้ในสกุลพราหมณ์สกุลหนึ่ง พราหมณ์ที่รับฝากเงินก็ใช้กหาปณะเสียแล้ว เมื่อถูกทวงถามก็ไม่อาจจะคืนให้ได้ จึงได้ยกธิดาของตนให้เป็นเมียแกไป</p>

<p>ทีนี้ พออยู่กันไป ฝ่ายนางพราหมณีนั้น ไม่อิ่มด้วยเมถุนกาม เพราะตนยังเป็นสาวอยู่ จึงทํามิจฉาจารกับพราหมณ์หนุ่มคนหนึ่ง แล้วก็ออกอุบายกับพราหมณ์ไว้&nbsp; &nbsp; &nbsp; เพื่อไม่ให้ถูกจับได้ หรือเพื่อเปิดทางให้ชายชู้มาหาตนได้สะดวกนั่นเอง จึงแสร้งมายาพูดให้พราหมณ์ไปหาซื้อทาสหรือนางทาสีมาให้</p>

<p>แกรักมากจึงเชื่อเมีย จึงเที่ยวไปหาขอทานเพื่อเอาเงินไปหาซื้อทาส มาให้เมีย พอได้เงินมาแล้ว ก็แวะพักกินคำข้าวที่ห่อเป็นเสบียง ที่โคนไม้ มีโพรงต้นหนึ่ง</p>

<p>ด้วยความเผอเรอ แกจึงไม่ได้ผูกปากถุง แล้วลงไปดื่มน้ำ ขณะนั้น งูเห่าตัวหนึ่ง เลื้อยออกจากโพรง เข้าไปในถุงก้อนข้าวที่แกเปิดปากถุงไว้ พอพราหมณ์กลับมาไม่ทันดูข้างใน ผูกปากถุงตะพายแล้วก็ ออกเดินทางต่อ</p>

<p>ขณะที่กำลังจะออกจากใต้ต้นไม้ ก็ได้ยินคําที่รุกขเทพดาองค์หนึ่งบอกว่า &quot;พราหมณ์ วันนี้ ถ้าท่าน พักอยู่ในระหว่างทาง ตัวท่านเองจักตาย; แต่ถ้าท่านไปถึงเรือนวันนี้, ภรรยาของท่านก็จักตาย&quot;</p>

<p>แกฟังแล้วก็กลัวพลางเดินไปจนถึงประตูเมือง บังเอิญวันนั้น ก็เป็นวันอุโบสถพอดี แกเห็นคนทั้งหลายต่างถือของหอมและดอกไม้เป็นต้นติดมือไป เพื่อฟังธรรมของพระโพธิสัตว์</p>

<p>พอถามคนแล้วก็ทราบว่า อ้อ เขาไปฟังธรรมกับเสนกบัณฑิต นั่นเอง ท่านคงจะกล่าวคําอะไร ๆ เพื่อช่วยกําจัดความโศกของเราออกได้ ไปฟังธรรมกับเค้าดีกว่า&quot;&nbsp; ว่าแล้ว ก็ไปกับคนเหล่านั้น ไปถึงก็ได้ยืนร้องอยู่ที่ท้ายบริษัททั้งที่ถุงห่อข้าวก็ยังอยู่ที่คอ</p>

<p>พระโพธสัตว์ เห็นแกเข้า ก็คิดว่า &quot;เอ อีตาเฒ่าคนนี้ คงจะมีเรื่องทุกข์ใจเป็นแน่&quot; จึงถามแล้วก็ได้ทราบความนั้นจากพราหมณ์ และถูกตามพราหมณ์ถามต่อว่า ท่านบัณฑิตครับ ผมได้ยินเทวดาบอกว่า วันนี้ ไม่ข้าหรือไม่ก็เมีย จะตาย เพราะอะไรหรือครับท่าน?&quot;</p>

<p>พระโพธิสัตว์ ใคร่ครวญดู ก็รู้เหตุทั้งหมดได้ด้วยญาณ ถามปะติดปะต่อเรื่องราวแล้วจึงบอกว่า นี่นะ งูมันอยู่ในห่อข้าวท่าน ถ้าท่านขึ้นจากท่าน้ำแล้วมากินข้าวต่อ ท่านจะถูกกัดตาย แต่ถ้าไปถึงบ้าน ภรรยาท่านก็จะสอดมือเข้าไปหยิบของในถุง เช่นนั้น นางก็จักถูกงูกัดตาย</p>

<p>เพราะฉะนั้น ท่านวางถุงนั้นลงแล้วแกะถุงออกซะนะ ลุงนะ</p>

<p>พราหมณ์ก็ทำตาม งูก็เลื้อยออกมาแผ่พังพานขู่เสียงดัง &quot;ฟ่อๆ&quot; อยู่ เลยถูกหมองูจับไปปล่อย</p>

<p>พวกคน พากันร่าเริงยินดีว่า &quot;ท่านเสนกบัณฑิตนี้ พยากรณ์ได้ดั่งพระสัพพัญญูพุทธเจ้า&quot; แล้วก็พา กันโบกสบัดผ้า ปรบมือ และแซ่ซ้องสาธุการ</p>

<p>เสียงสาธุการประการหนึ่งว่าเสียงมหาปฐพีถล่ม ฝนแก้ว ๗ ประการ ก็ตกดังฝนลูกเห็บ เพื่อบูชาพระโพธิสัตว์ แม้พราหมณ์ก็บูชาพระโพธิสัตว์นั้น ด้วยกหาปณะที่ตนได้มา</p>

<p>พระโพธิสัตว์ ไม่รับกหาปณะ กลับเพิ่มให้แก่พราหมณ์อีก ๓๐๐ กหาปณะ เพื่อให้ครบพัน แลวถามว่า&quot;ใครใช้ให้ท่านไปขอทรัพย์</p>

<p>พราหมณ์ &ldquo;ภรรยาของข้าพเจ้าเองครับ</p>

<p>เสนกบัณฑิต &ldquo;ภรรยาของท่าน แก่แล้วหรือยังสาว ?</p>

<p>พราหมณ์บอก ยังสาวอยู่ครับ</p>

<p>พระโพธิสัตว์&nbsp;จึงว่า &quot;ถ้าอย่างนั้น นางคงทํามิจฉาจาร(เล่นชู้) กับชายอื่น จึงใช้ท่านไป ถ้าท่านนํากหาปณะ ไปให้นาง นางก็จักเอาไปให้ชายชู้ เพราะฉะนั้น ถ้าไม่เชื่อ พอไปถึงบ้านแล้ว ก็ทำทีแอบซ่อนเงินไว้ไม่ให้นางรู้ ท่านจะได้ถึงบางอ้อซะที</p>

<p>พราหมณ์ก็ทําตาม พอไปถึงเรือนก็เรียกว่า &quot;เมียจ๋าๆ ผัวมาแล้ว !&quot;</p>

<p>ขณะนั้น เมียแกก็กำลังอยู่กับชายชู้พอดี พอได้ยินเสียงของพราหมณ์ จึงดับไฟเสีย แล้วไปเปิดประตู ให้ผัวเข้าไปในเรือนแล้วถามว่า</p>

<p>&quot;ได้อะไรมาบ้าง?&quot;</p>

<p>แกบอกว่า &quot;ได้เงินมาพันหนึ่ง เก็บไว้โน่น.&quot;</p>

<p>จากนั้น นางก็แอบไปบอกชายชู้ ชายชู้นั้นก็แอบไปฉกเอาทรัพย์นั้นหนีไปอาดหลาด</p>

<p>รุ่งขึ้น พราหมณ์ไม่เห็นทรัพย์นั้นจริงๆ จึงได้เข้าไปหาพระโพธสัตว์และเล่าเรื่องให้ทราบ พระโพธิสัตว์ก็ออกอุบายจับโจรให้ทันทีว่า</p>

<p>วันที่ ๑ ให้ท่านเชิญพราหมณ์ จำนวน ๑๔ คน มากินเลี้ยง คือ พราหมณ์กุลุปกะของท่าน ๗ คน ของภรรยาท่าน ๗ คน จากนั้นก็ค่อยๆลดจำนวนลงวันละคนๆ จนถึงวันที่ ๗&nbsp;ก็จะเหลือของท่าน ๑ คน ของเมียท่าน ๑ คน แล้วฝ่ายที่เหลืออยู่ของเมียท่าน ๑ คนนั่นน่ะ เป็นใคร มาบอกเราด้วยนะ</p>

<p>พราหมณ์ ก็ทำตาม</p>

<p>พอรู้ตัวแล้ว พระโพธิสัตว์ก็เชิญพราหมณ์นั้นมา ถามว่า</p>

<p>&quot;เป็นท่านใช่มั้ย ที่เอาเงินหนึ่งพันของตาพราหมณ์นี้ไป?&quot;</p>

<p>เปล่านะ ท่านบัณฑิต</p>

<p>พอปฏิเสธก็ขู่ว่า &quot;นี่ เราคือเสนกบัณฑิตนะ รู้มั้ย ?</p>

<p>พราหมณ์นั้น พอรู้ก็กลัว แล้วก็รีบรับสารภาพว่า &quot;ข้าพเจ้าเอาไปเองครับ เก็บไว้ที่โน้น...</p>

<p>พระโพธิสัตว์ จึงใช้พวกบุรุษให้นําทรัพย์นั้นมาแล้ว ให้ลงราชอาชญาแก่พราหมณ์ผู้เป็นโจร ให้เนรเทศเสียจากพระนคร แล้วให้ทรัพย์พันหนึ่งนั้นพร้อมด้วยยศใหญ่แก่พราหมณ์เฒ่า</p>

<p>นอกจากนี้ ก็ชุบเลี้ยงแกกับเมียให้อยู่ในสํานักของตนด้วย</p>

<p>พระโพธิสัตว่์นั้น บําเพ็ญปรมัตถบารมีให้บริบูรณ์ด้วยการช่วยเหลือพราหมณ์ออกจากทุกข์</p>

<p>ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสไว้ในจริยาปิฎกว่า</p>

<p>&quot;เรา เมื่อพิจารณาด้วยปัญญา จึงเปลื้องพราหมณ์จากทุก์ได้</p>

<p>ผู้อื่น ที่จะเสมอกับเราด้วปัญญา ไม่มี นี้เป็นปัญญาบารมีของเรา.&quot;</p>

<p>จะเห็นได้ว่า ความเป็นผู้ฉลาดของเหล่าคฤหัสถ์ ซึ่งเกิดขึ้นเพราะได้ฟังหรือศึกษาวิชาความรู้มามากๆ ถ้าใช้ความรู้ความสามารถในทางที่ถูกต้อง ไม่เป็นโทษ ไม่เอาเปรียบผู้อื่นแล้ว วิชาความรู้เหล่านั้น ก็จัด เป็นมงคลของชีวิต เพราะเป็นเหตุนํามาซึ่งประโยชน์สุขในโลกนี้และโลกหน้า ดังเสนกบัณฑิตนี้แลฯ</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; <strong>ศ.คำเวียง</strong></p>

<p>&nbsp;</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;</p>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
</item>
<item>
<title><![CDATA[พุทธศาสนา ศาสนาแห่งปัญญา]]></title>
<link>https://mkm.onab.go.th/th/content/category/detail/id/109/iid/102036</link>
<guid isPermaLink="false">7456804fed35a9e7951eacb02835836e</guid>
<pubDate>Mon, 19 May 2025 13:40:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ในห้วงเวลาหลังจากเพิ่งผ่านพ้นวันวิสาขบูชา วันสำคัญของโลก มาเพียงไม่ถึงสัปดาห์</p>

<p>ก็มีข่าวคราวอื้อฉาวที่ก่อให้เกิดแรงกระเพื่อมและสั่นคลอนต่อศรัทธาของพุทธศาสนิกชน(บางกลุ่ม) ซึ่งเป็นที่ทราบกันอย่างกว้างขวางและแพร่หลาย&nbsp;</p>

<p>แน่นอนว่า ในสถานการณ์ดังกล่าวนี้ ย่อมกระทบต่อความเชื่อมั่นและความศรัทธาในพระพุทธศาสนาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้</p>

<p>โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในกลุ่มคนที่มิได้เข้าใจ ในหลักสิกขา และหลักปฏิบัติทางพระพุทธศาสนาอย่างถ่องแท้ และลึกซึ้ง</p>

<p>ถึงขนาดมีวลี หรือ ถ้อยคำ ที่ปรากฎอยู่มากมายในทุกแพลตฟอร์มว่า &quot;ไปทำบุญกับโรงพยาบาลดีกว่า ไปทำบุญกับเด็กด้อยโอกาสดีกว่า ไปทำบุญกับคนชราดีกว่า เป็นต้น&quot;</p>

<p>ส่วนตัวแล้ว ผมเชื่อว่า ถ้อยคำเหล่านี้ ได้สร้างความวิตกกังวลและความไม่สบายใจต่อมุมมองในศาสนาเช่นนี้&nbsp;ในหมู่พุทธศาสนิกชนส่วนมากอีกจำนวนหนึ่ง ที่เข้าใจในบริบทของศาสนาและเชื่อมั่นลึกซึ้งในหลักธรรมคำสอนแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อย่างแน่นอน</p>

<p>อย่างไรก็ตาม เราไม่อาจอธิบายหรือหาเหตุผลใดๆ มาเพื่อโน้นน้าวจิตใจของเหล่าชนนั้นๆ ให้หันมาเข้าใจและศึกษาในหลักการของพระพุทธศาสนาที่ถูกต้องและถ่องแท้ ได้ในระยะเวลาสั้นๆ ได้&nbsp;</p>

<p>แต่สิ่งที่เราทำได้ก็คือ พุทธบริษัททั้งหลาย ต้องยึดมั่นและตั้งมั่นอยู่บนหลักการแห่งคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อย่างไม่หวั่นไหว</p>

<p>เพราะเมื่อมั่นคงในหลักการแล้ว ก็ย่อมก่อให้เกิดความเป็นปึกแผ่นและความร่วมไม้ร่วมมือกันและกันในการรักษาหวงแหนพระพุทธศาสนา ซึ่งอยู่คู่กับสังคมไทยมาตั้งแต่ครั้งบรรพกาลจนถึงปัจจุบัน&nbsp; หลักการที่ว่านั้น ก็คือหลัก &quot;โอวาทปาฎิโมกข์&quot; ที่ถือว่าเป็นหัวใจพระพุทธศาสนา ตามภาษาบาลีว่า..</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สพฺพปาปสฺส อกรณํ</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; กุสลสฺสูปสมฺปทา</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สจิตฺตปริโยทปนํ</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; เอตํ พุทฺธานสาสนํ &quot;<br />
แปลความว่า &quot;การไม่ทำความชั่วทั้งปวง(เว้นชั่ว)&nbsp;การทำความดีให้พร้อม(ทำดี) การชำระจิตของตนให้บริสุทธิ์ผ่องใส(ทำใจให้ผ่องใส)&nbsp;นี้เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย&quot;</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;หลักโอวาทปาฏิโมกข์นี้ ถือเป็นกุญแจดอกแรกของการไขปริศนาหลักการของพระพุทธศาสนาที่มีมาตั้งแต่ครั้งพุทธกาล ซึ่งพระพุทธองค์ได้ทรงแสดงเป็นหลักการและแนวทางในการประกาศพระศาสนาให้แก่ภิกษุจำนวน ๑,๒๕๐ รูป ในวันเพ็ญเดือนมาฆะ (เดือน ๓) หลังจากตรัสรู้แล้ว ๙&nbsp;เดือน&nbsp;ซึ่งมักจะถูกตั้งคำถามขึ้นว่า</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; 1. ใคร เป็นศาสดาของท่าน ? ท่านบวชเจาะจงพระศาสดารูปใด ? คำตอบคือ พระพุทธเจ้าเป็นศาสดาของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าบวชเจาะจงพระศาสดา พระองค์นั้น</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; 2. พระศาสดาของท่าน สอนเรื่องอะไร ? คำตอบคือ สอนให้ทำดี ละชั่ว ทำใจให้ผ่องใส&nbsp;</p>

<p>เมื่อเราตั้งหลักใหญ่ ซึ่งถือว่าเป็นหัวใจสำคัญของคำสอนทางพระพุทธศาสนาได้เช่นนี้แล้ว จึงควรไฝ่ใจในหลักแห่งการปฏิบัติเพื่อเข้าสู่จุดมุ่งหมายสูงสุดแห่งศาสนานั้นคือ หลักแห่งความเป็นจริงอันประเสริฐ หรือ อริยสัจ ๔ นั่นเอง ได้แก่</p>

<p>&nbsp;<span style="font-family:THSarabunNew;"> &nbsp; &nbsp; 1.&nbsp;</span><span style="font-family:THSarabunNew;"> <strong>ทุกขอริยสัจ&nbsp;</strong>&nbsp;<span style="font-family:THSarabunNew;">ความทุกข์คือความจริงอันประเสริฐ&nbsp;</span></span></p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; 2.&nbsp;<span style="font-size:22px;"><span style="font-family:THSarabunNew;"><strong>ทุกขสมุทยอริยสัจ</strong>&nbsp;คือต้นเหตุที่ก่อให้เกิดความทุกข์<span style="font-family:THSarabunNew;">คือความจริงอันประเสริฐ&nbsp;</span>&nbsp;</span></span></p>

<p><span style="font-size:22px;"><span style="font-family:THSarabunNew;"></span></span></p>

<p><span style="font-size:22px;"><span style="font-family:THSarabunNew;">&nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;3.&nbsp;</span></span><span style="font-size:22px;"><span style="font-family:THSarabunNew;"><strong>ทุกขนิโรธอริยสัจ คือ</strong>ความดับแห่งทุกข์คือความจริงอันประเสริฐ&nbsp;</span></span></p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; <strong>4.&nbsp;</strong><span style="font-size:22px;"><span style="font-family:THSarabunNew;"><strong>ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ</strong> คืออริยมรรคหรือแนวทางปฏิบัติเพื่อให้ถึงความดับทุกข์<span style="font-family:THSarabunNew;">คือความจริงอันประเสริฐ&nbsp;</span></span></span></p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ท่านพุทธศาสนิกชนที่เคารพรักทั้งหลายครับ เมื่อกล่าวโดยสรุปแล้วนั้น พระพุทธองค์ได้ทรงสั่งสอนให้เหล่าสาวก เห็นความทุกข์และความดับทุกข์ทั้งหลายทั้งปวง เพื่อให้หลุดพ้นวงจรแห่งการเวียนว่ายตายเกิดในสงสาร ซึ่งถือว่าเป็นจุดมุ่งหมายสูงสุดแห่งพระพุทธศาสนา</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; แม้ในสถานการณ์ตอนนี้อาจจะมีห้วงเวลาแห่งความวิกฤติศรัทธาได้เกิดขึ้นบ้าง แต่<span style="font-size:22px;"><span style="font-family:THSarabunNew;">เราก็ควรใช้สติปัญญา ไตร่ตรองและพิจารณาให้ถ่องแท้ มองให้ทะลุปรุโปร่งว่า แท้จริงแล้ว สถานการณ์นั้น ย่อมเกิดขึ้นและตั่งอยู่ เพียงชั่วขณะ และสุดท้ายก็จะต้องมีอันดับไปเป็นธรรมดาอย่างแน่นอน&nbsp;</span></span>แต่เมื่อเรามีหลักที่มั่นคงแล้ว เราก็จักไม่หวั่นไหวในคำสั่งสอน ศรัทธาไม่คลอนแคลนต่อพระรัตนตรัย แยกแยะได้ว่า อันไหนถูก อันไหนผิด&nbsp; อันไหนเป็นหลัก อันไหนเป็นส่วนประกอบ เช่นนี้แล้ว&nbsp; เราจึงควรร่วมแรงร่วมใจ ในอันที่จะสนับสนุนส่งเสริม ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา&nbsp;ให้มั่นคงสถาพรคู่กับสังคมไทยไปตราบชั่วนานเท่านานฯ&nbsp;</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นัตถิ เม สะระณัง อัญญัง พุทโธ เม สะระณัง วะรัง, เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ วัฑเฒยยัง สัตถุ สาสะเน</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นัตถิ เม สะระณัง อัญญัง ธัมโม เม สะระณัง วะรัง, เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ วัฑเฒยยัง สัตถุ สาสะเน.</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นัตถิ เม สะระณัง อัญญัง สังโฆ เม สะระณัง วะรัง, เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ วัฑเฒยยัง สัตถุ สาสะเนฯ&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<strong> &nbsp; &nbsp; ศ. คำเวียง</strong></p>

<pre>
<span style="font-size:22px;"><span style="font-family:THSarabunNew;"></span></span></pre>
]]></description>
</item>
<item>
<title><![CDATA[มงคล ข้อที่ ๖ การตั้งตนไว้ชอบ]]></title>
<link>https://mkm.onab.go.th/th/content/category/detail/id/109/iid/18014</link>
<guid isPermaLink="false">2f28b6198362a57adf73992b210881e0</guid>
<pubDate>Fri, 04 Feb 2022 10:39:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><strong><span style="font-size:28px;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;การตั้งตนไว้ชอบ</span></strong></p>

<p style="text-align: justify;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สวัสดีครับ วันนี้มาถึงมงคลข้อสุดท้ายในบาทพระคาถาที่ ๒ คือ การตั้งตนไว้ขอบ</p>

<p style="text-align: justify;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ก่อนอื่นท่านอธิบายความหมายของคำว่า <strong>&quot;ตน&quot;</strong> ในทางพระพุทธศาสนาเอาไว้ว่า&nbsp;<strong>จิต&nbsp;ชื่อว่า ตน</strong>&nbsp;&nbsp;อีกนัย ภาพทั้งหมด ชื่อว่าตน จิตและอัตภาพทั้ง ๒ นั้น เรียกว่า ตน เพราะอรรถว่าไป ได้แก่ แล่นไปสู่ภพน้อยภพใหญ่ ถึง คือประสบทุกข์ในสงสารต่างโดยชาติและชราเป็นต้นติดต่อกัน&nbsp;อตฺต ธาตุ เป็นไปในความไปโดยความติดต่อ&nbsp;ความไปไม่ขาดระยะ ชื่อว่า ความไปโดยความติดต่อ นั่นเอง</p>

<p style="text-align: justify;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทีนี่ ท่านก็ขยายความต่อไปว่า ตั้งตนอย่างไร จึงเรียกว่า ตั้งตนไว้ชอบ อธิบายว่า บุคคลบางคนในโลกนี้ <strong>ยังตนผู้ทุศีลให้ตั้งอยู่ในศีล</strong> <strong>ยังตนผู้ไม่มีศรัทธาให้ตั้งอยู่ในความถึงพร้อมด้วยศรัทธา ยังตนผู้ตระหนี่ให้ตั้งอยู่ในความถึงพร้อมด้วยการบริจาค&nbsp; นี้เรียกว่า การตั้งตนไว้ชอบ</strong></p>

<p style="text-align: justify;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;</strong>อนึ่ง จิตที่บุคคลตั้งไว้ชอบ อาจอำนวยสมบัติ และความสุขได้ทุกอย่างได้&nbsp;ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า&nbsp;<strong>&quot;การตั้งตนไว้โดยชอบนั้น เป็นมงคล.&quot;</strong></p>

<p style="text-align: justify;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;</strong>ในอดีตกาล ในกาลของพระพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสป มีโจรจำนวน ๕๐๐ คน ทำกรรมมีการฆ่าชาวบ้านเป็นต้น เลี้ยงชีพด้วยโจรกรรม วันหนึ่ง โจรเหล่านั้นถูกพวกชาวบ้านติดตาม หนีเข้าไปป่าพบภิกษุผู้ถืออยู่ป่าเป็นวัตรรูปหนึ่ง ณ ที่นั้น ไหว้แล้ว กล่าวว่า &quot;ขอท่านจงเป็นที่พึงของพวกกระผมเถิด ขอรับ.&quot; ท่านกล่าวว่า &quot;ชื่อว่าที่พึ่งเช่นกับศีลไม่มี, แม้พวกท่านทุกคน จงสมาทานเบญจศีล,&quot; แล้วให้ศีลแก่โจรเหล่านั้น กล่าวสอนโจรเหล่านั้นว่า &quot;บัดนี้ พวกท่านเป็นผู้มีศีล, ไม่ควรล่วงศีลแม้เพราะเหตุมีชีวิตเลย, ไม่ควรทำความประทุษร้ายใจ.&quot;<br />
โจรเหล่านั้น รับพร้อมกันว่า &quot;ดีละ&quot;<br />
ทีนั้น พวกชาวบ้าน ถึงสถานที่นั้นแล้ว ฆ่าโจรเหล่านั้นทั้งหมด. โจรเหล่านั้น มีศีลไม่ขาด ทำกาละแล้ว บังเกิดในเทวโลก. บรรดาโจรเหล่านั้น หัวหน้าโจร ได้เป็นหัวหน้าเทพบุตรแล้ว.เทพบุตรเหล่านั้น ท่องเที่ยวไปในเทวโลกนั้นแล้ว บังเกิดในบ้านชาวประมง ซึ่งมีอยู่ ๕๐๐ สกุล ใกล้ประตูกรุงสาวัตถี. บรรดาเทพบุตรเหล่านั้น หัวหน้าเทพบุตร บังเกิดในสกุลของหัวหน้าชาวประมงได้เป็นกุลบุตรนามว่า ยโสชะ เป็นบุรุษเลิศกว่าบุรุษเหล่านั้น. พวกกุลบุตรนอกนี้ บังเกิดในสกุลนอกจากนี้&nbsp; วันหนึ่ง กุลบุตรเหล่านั้น ทอดแหในแม่น้ำอจิรวดี ได้ปลาตัวหนึ่ง มีสีเหมือนทอง จึงปรึกษากันว่า &quot;ปลาตัวนี้มีสีเหมือนทอง, พวกเราจะแสดงปลานั้นแด่พระราช&quot; ใส่ปลานั้นลงในเรือยกเรือไปแสดงแด่พระเจ้าโกศลพระราชา ให้กุลบุตรเหล่านั้นนั่นเองนำปลาตัวนั้น เสด็จไปสู่พระเชตวัน ทรงแสดงแด่พระศาสดา. พระศาสดา เมื่อทรงแสดงธรรมอันเหมาะแก่ขณะนั้น ทรงทำปลานั้นให้เป็นอุปัตติเหตุ (เหตุเกิด) และทรงแสดงกปิลสูตรในสุตตนิบาตแล้ว ได้ตรัสคาถา ๔ คาถาในตัณหาวรรคธรรม&nbsp; ในเวลาจบคาถา ชาวประมงเหล่านั้น ถึงความสลดใจ บวชในสำนักพระศาสดา ภายหลัง บรรลุพระอรหัต &nbsp;ได้เป็นผู้มีการบริโภคเป็นอันเดียวกันกับพระศาสดา ด้วยการบริโภคธรรมคือสมาบัติ เป็นธรรมเครื่องอยู่ไม่หวั่นไหว</p>

<p style="text-align: justify;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; </strong>&nbsp; &nbsp; นี่คือ ตัวอย่างของชนผู้ยังตนผู้ทุศีลให้ตั้งอยู่ในศีล และได้อานิสงส์แห่งศีล นั้น ในมงคลว่าด้วย การตั้งตนโดยชอบแล&nbsp;</p>

<p style="text-align: justify;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; วันนี้&nbsp;&nbsp;ขอจบเพียงเท่านี้ สวัสดีทุกท่านครับ</p>

<p style="text-align: justify;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ส.คำเวียง</strong><br />
<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
</item>
<item>
<title><![CDATA[มงคล ข้อที่ ๕  ความเป็นผู้มีบุญอันทำไว้ในก่อน]]></title>
<link>https://mkm.onab.go.th/th/content/category/detail/id/109/iid/17376</link>
<guid isPermaLink="false">f0d7cf334c578c3d547cbf4516f2abe7</guid>
<pubDate>Mon, 24 Jan 2022 12:45:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;สวัสดีครับ วันนี้ก็มาถึงมงคลข้อที่ ๕ ว่าด้วยเรื่อง ความเป็นผู้มีบุญอันทำไว้ในก่อน&nbsp;</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ผู้มีบุญอันทำไว้ในก่อน ได้แก่&nbsp;ผู้มีกุศลอันสั่งสม คือ มีอธิการอันทำไว้ปรารภพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และพระขีณาพส ในชาติที่ล่วงมาแล้ว เมื่อบุคคลเหล่านั้น&nbsp; &nbsp;มีกุศลมูลพอกพูนขี้นแล้ว พอได้สดับเทศนาของพระพุทธเจ้า หรือพระสาวกของพระพุทธเจ้า ย่อมบรรลุพระอรหัตด้วยกุศลมูลนั้นนั่นแล เพราะฉะนั้น ความที่บุคคลเห็นปานนี้มีบุญ<br />
อันทำไว้ในก่อน จึงตรัสว่า &quot;เป็นมงคล&quot; นั่นเอง</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;บุญอันทำไว้ในก่อน นี้ ถือเป็นเสบียงที่ติดตัวมนุษย์ไปสู่ภพภูมิข้างหน้า ดังพุทธสุภาษิตที่มาในสังยุตตนิกาย สคาถวรรค ว่า</p>

<p><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ปุญฺญานิ ปรโลกสฺมึ ปติฏฺฐา โหนฺติ ปาณินํ.</strong><br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; บุญเป็นที่พึ่งของสัตว์ในโลกหน้า&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; เมื่อเราทำบุญกุศลไว้แล้ว ผลบุญที่เราทำไว้ในอดีต ก็ติดตามเราไปในโลกอนาคต และตัวเราก็ย่อมได้เสวยผลานิสงส์จากบุญนั้น คนอื่นๆ ที่ไม่ได้ทำไว้ ก็ไม่อาจได้รับส่วนแห่งบุญนั้น ดังภาษิตอีสานที่ว่า&nbsp;</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &quot;เพิ่นว่าบุญบุญนี้ บ่อมีไผสิปันแจกกันได้แล้ว</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; บ่ห่อนแหกเคิ่งได้ คือไม้ผ่ากลาง</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; คือจักเฮากินเข้า เฮากินกะเฮาอิ่ม</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; บ่อห่อนไปอิ่มท้อง เขานั้นผู้บ่อกิน ได้แล้ว&quot;&nbsp;</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; อีกประการหนึ่ง อานิสงส์แห่งบุญที่เราทำไว้นั้น ใครๆ ก็ไม่อาจลัก หรือ พราก ไปจากเราได้ แม้เราให้ไป แต่เขาไม่เคยทำบุญเอาไว้ เขาก็ไม่อาจรับเอาบุญหรืออุปกรณ์แห่งบุญนั้น ไว้ได้&nbsp; ดังมีตัวอย่างต่อไปนี้เป็นอุทาหรณ์<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ในอดีตกาล ได้มีบุรุษหาฟืนคนหนึ่ง ในกรุงพาราณสี. วันหนึ่ง เขาขนฟืนมาจากป่า แต่ไปไม่ทันเวลาปิดประตูเมือง&nbsp;จึงนอนที่เทวสถานแห่งหนึ่ง&nbsp; ในเวลาเย็น&nbsp;ฝูงไก่เป็นอันมากที่ถูกปล่อยไว้และนอนอยู่บนต้นไม้ต้นหนึ่ง ไม่ไกลจากเทวสถานนั้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ในบรรดาไก่เหล่านั้น ไก่ตัวที่นอนอยู่ข้างบนตัวหนึ่ง ก็ดันไปถ่ายอุจจาระรดลงบนตัวไก่ตัวที่นอนอยู่ข้างใต้ เมื่อไก่ตัวใต้กล่าวว่า &quot;ใครถ่ายอุจจาระรดลงบนตัวเรา ?&quot; กล่าวว่า &quot;เราไม่ทันพิจารณา ถ่ายลงไป&quot; พูดแล้วไม่พอ ยังขืนถ่ายซ้ำลงไปอีก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทีนี่ ไก่ทั้ง ๒ ตัวนั้น ก็เกิดวิวาทะโต้เถียงกัน ว่า&nbsp;&nbsp;&quot;เอ็งมีดีอะไร (วะ) คือประมาณว่า จะเอาอะไรมาสู้กับเค้า ว่างั้นเหอะ&nbsp; ทีนั้น ไก่ตัวใต้ ก็พูดข่มไปว่า &quot;ใครก็ตาม ที่ฆ่าเราแล้ว ปิ้งที่ถ่านไฟ กินเนื้อที่สุกแล้ว จะได้ทรัพย์พันกหาปณะแต่เช้าตรู่.&quot;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ส่วนไก่ตัวบน ก็หัวเราะเยาะ โถ่ มีแค่นี้ทำมาอวดอ้าง ข้านี่สิ ของแท้&nbsp;&nbsp;ใครก็ตาม ได้กินเนื้อล่ำของเรา&nbsp;คนนั้นจะได้เป็นพระราชา&nbsp;&nbsp;คนที่ได้กินเนื้อข้างนอก ถ้าเป็นบุรุษ ก็จะได้ตำแหน่งเสนาบดี&nbsp;แต่ถ้าเป็นสตรีจะได้ตำแหน่งอัครเมหสี&nbsp;ส่วนคนกินเนื้อติดกระดูก&nbsp;&nbsp;ถ้าเป็นคฤหัสถ์ จะได้ตำแหน่งขุนคลัง&nbsp;&nbsp;ถ้าเป็นบรรพชิต จะได้เป็นราชกุลุปกะ (ผู้เช้าถึงราชสกุล)<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ไอ้เจ้าบุรุษหาฟืน นอนอยู่ ได้ยินคำของไก่ทั้งสองตัว ก็ยิ้มกริ่ม แล้วจึงค่อยๆย่องขึ้นไปจับเอาไก่ตัวบนฆ่าเสีย ด้วยหมายใจว่า &quot;ข้า จักเป็นพระราชา&quot; จากนั้น จึงไปเรือนหาภรรยา แล้วสั่งว่า &quot;เธอจงปรุงเนื้อไก่นี้ให้ได้ดีนะ&nbsp;&nbsp;นางทำตามคำสั่งนั้นแล้วก็นำเมนูไก่ไปให้สามีกิน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; เขากล่าวว่า &quot;นางผู้เจริญ เนื้อนี้มีอานุภาพมาก, ฉันกินมันแล้ว จัดได้เป็นพระราชา, เธอก็จักเป็นอัครเมสี, เธอจงถือเอาข้าวและเนื้อมา, เราจักอาบน้ำในแม่น้ำคงคา แล้วจึงบริโภคด้วยกัน.&quot;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ภริยาและสามีก็พากันไปที่ท่าน้ำ จัดแจงวางภาชนะใส่ข้าวไว้ใกล้ฝั่งแม่น้ำคงคา แล้วก็ลงไปอาบน้ำ&nbsp; บังเอิญซะเหลือเกินว่า ในขณะที่ทั้งคู่กำลังอาบน้ำอยู่นั้น ก็ดันมีลมพายุเกิดขึ้นแล้วพัดเอาภาชนะใส่ข้าวลอยหายไป ...อดเลยสิครับ ความหวังที่จะได้เป็นพระราชา หายวับไปในพริบตา สาเหตุที่เป็นเช่นนั้น ก็เพราะว่าบุรุษหาฟืนคนนั้นกับภริยา ไม่มีคุณสมบัติเพียงพอที่จะไดัรับสิรินั้นไปครอบครอง &nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; และภาชนะใส่ข้าวนั้น กลับลอยไปหาคนที่คู่ควรกับมัน ก็คือมหาอามาตย์ควาญช้างผู้หนึ่ง ที่กำลังให้ช้างอาบน้ำอยู่ในแม่น้ำ เขามองเห็นภาชนะใส่ข้าวนั้นถูกกระแสน้ำพัดมา จึงให้คนยกขึ้นเห็นอาหารทั้งหมด แล้วสั่งให้ปิดภาชนะใส่ข้าวนั้นแล้วส่งไปแก่ภริยา<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทีนั้น ดาบสจักษุทิพย์กุลุปกะของมหาอมาตย์ความช้างรูปหนึ่ง พักอยู่ในพระราชอุทยาน พิจารณาด้วยจักษุทิพย์ว่า &quot;อุปัฏฐากของเราไม่สละตำแหน่งควาญช้าง&nbsp;เมื่อไรหนอ จึงจักได้สมบัติ ?&quot; ทราบเหตุนั้นแล้ว จึงไปนั่งอยู่บนเรือนของครวญช้างก่อนเขาจะกลับมาถึง&nbsp; ฝ่ายท่านควาญช้าง มาถึงแล้วก็สั่งให้คนนำภาชนะใส่ข้าวนั้นมาถวายแก่ดาบส อาจารย์ของตนเอง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ดาบส จึงจัดการให้แบ่งเนื้อออกเป็นส่วนๆ ให้คนที่จะได้ตำแหน่งนั้นๆ ได้กินเนื้อส่วนนั้นไป ส่วนตนเองก็กินเนื้อติดกระดูก พอทุกคนได้กินกันหมดแล้ว จึงเฉลยความลับไปว่า &quot;จากนี้ไป ๓ วัน ท่านจะเป็นพระราชา&nbsp;รักษาเนื้อรักษาตัวให้ดีนะ&quot; แล้วก็ลาไป<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ๓ วันผ่านไป พระเจ้าสามนต์องค์หนึ่ง เสด็จมาล้อมกรุงพาราณสีเอาไว้ พระราชาทรงปลอมพระองค์ โดยให้นายควาญช้าง ทรงเครื่องพระราชาไว้แทน แล้วพระองค์ในร่างปลอม ก็ออกเสด็จตรวจกองทัพ และถูกลูกศรลูกหนึ่งแทงสวรรคตในที่นั้นนั่นเอง.<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;คราญช้าง ทราบความที่พระราชานั้นสวรรคตแล้ว จึงให้นำกหาปณะเป็นอันมากออกมา แล้วให้คนตีกลองเที่ยวป่าวประกาศ&nbsp;ว่า &quot;ใครอยากได้ทรัพย์ ก็จงรบ&quot;&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; พลนิกายก็ฮึกเหิม จึงช่วยกันรบจนได้รับชัยชนะในสงครามครั้งนี้<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;พวกอมาตย์ เมื่อทำการถวายพระเพลิงพระศพพระราชาของตนแล้ว ก็ปรึกษากันว่า &quot;พระราชา เมื่อยังทรงพระชนม์อยู่ ได้พระราชทานเพศของพระองค์แก่ควาญช้างนี้, ควาญช้างนี้แท้ๆ ทำการรบ จนสามารถกู้ราชสมบัติเอาไว้ได้ พวกเราจักให้ราชสมบัติแก่ควาญช้างนี้แหละ&quot; ดังนี้แล้ว จึงพร้อมใจกันอภิเษกควาญช้างให้เป็นพระราชา พร้อมตั้งภริยาของเขาให้เป็น อัครมเหสี&nbsp; ส่วนพระดาบส ก็ได้เป็นราชกุลุปกะ สมปรารถนาไปตามๆกันเลยทีเดียว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว พระศาสดา จึงได้ตรัสแสดงพระคาถา ไว้ว่า<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &quot;คนไม่มีบุญ มีศิลปะก็ตาม ไม่มีศิลปะก็ตาม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;มีความขวนขวาย รวบรวมทรัพย์ใดไว้เป็นอัน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;มาก&nbsp; คนมีบุญเท่านั้น ย่อมบริโภคทรัพย์เหล่านั้น&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;โภคะเป็นอันมาก ล่วงสัตว์เหล่าอื่นเสีย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;เกิดขึ้นแก่คนผู้ทำบุญไว้ ในที่ทุกสถานที่เดียว.<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;อนึ่ง โภคะเป็นอันมาก ย่อมเกิดขึ้นในที่แม้มิใช่<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;บ่อเกิดทั้งหลาย.&quot;</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามครับ&nbsp;</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<strong> &nbsp; สภา&nbsp; ศรีคำเวียง</strong></p>
]]></description>
</item>
<item>
<title><![CDATA[มงคล ข้อที่ ๔ การอยู่ในประเทศอันสมควร]]></title>
<link>https://mkm.onab.go.th/th/content/category/detail/id/109/iid/16981</link>
<guid isPermaLink="false">0738337e0aacec089587ad88f691e0ed</guid>
<pubDate>Mon, 17 Jan 2022 09:42:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><span style="font-size:36px;"><strong>การอยู่ในประเทศอันสมควร</strong></span></p>

<p><span style="font-size:22px;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;สวัสดีครับ วันนี้ก็มาถึงพระคาถาที่ ๒ ซึ่งมีมงคลที่พระพุทธองค์ตรัสแสดงไว้ในบาทนี้ ๓ กถาคือ&nbsp;การอยู่ในประเทศอันสมควร (ปฎิรูปเทสวาสะ) ความเป็นผู้มีบุญอันทำไว้แล้ว (ปุพเพกตปุญญตา)&nbsp;&nbsp;และ การประกอบไว้ซึ่งตนโดยชอบ (อตฺตสมฺมาปณิธิ)</span></p>

<p><span style="font-size:22px;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; เรามาเริ่มกันที่กถาที่ ๑&nbsp;คือ&nbsp;การอยู่ในประเทศอันสมควร (ปฎิรูปเทสวาสะ) กันก่อนนะครับ ว่าที่ชื่อว่า ประเทศ นั้น คืออย่างไร? คำตอบคือ ดินแดนอันเป็นที่อยู่ของหมู่สัตว์แห่งใดแห่งหนึ่ง มีคาม (หมู่บ้าน)&nbsp;นคร (เมือง) และชนบท (ภาค) เป็นต้น ชื่อว่า &quot;ประเทศ&quot;&nbsp; แล้วประเทศแบบไหน จึงจัดว่าเป็นประเทศอันสมควร ตอบว่า ประเทศที่มีผู้คน ทำบุญกิริยาวัตถุมีทานเป็นต้น และคำสอนของพระศาสดามีองค์ ๙ ย่อมรุ่งเรืองในประเทศใด ประเทศนั้น ชื่อว่า ประเทศอันสมควร</span></p>

<p><span style="font-size:22px;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; การอาศัยอยู่ในประเทศอันสมควรนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสว่า &quot;เป็นมงคล&quot; พระเป็นปัจจัยแห่งการทำบุญแห่งสัตว์ทั้งหลาย กล่าวคือ เพราะเป็นโอกาสที่จะได้อนุตตริยะ แห่งสัตว์ทั้งหลาย ได้แก่ ทัสสนานุตตริยะ (ได้เห็) สวนานุตตริยะ (ได้ฟัง)&nbsp; ลาภานุตตริยะ (ได้ลาภ)&nbsp; สิกขานุตตริยะ (ได้ศึกษา)&nbsp; ปาริจริยานุตตริยะ (ได้ปรนนิบัติ)&nbsp;และอนุสสตานุตตริยะ (ได้ระลึกถึง)&nbsp;</span></p>

<p><span style="font-size:22px;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; ก็เพราะมีโอกาสในอนุตตริยะทั้ง ๖ ดังกล่าว ผู้นั้นจึงถือว่าอยู่ในประเทศอันสมควร เพราะปกติแล้ว สัตบุรุษ (คนดี) ทั้งหลายมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น ย่อมเกิดในประเทศอันสมควรทั้งนั้น เมื่อบุคคลได้มีโอกาสนั่งใกล้และรับโอวาท ย่อมมีพระนิพพาน และสุคติเป็นเบื้องหน้า ท่านจึงกล่าวว่า เป็นมงคล ตัวอย่างเช่น วัก</span>กลิพราหมณ์ ความย่อว่า<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp;พราหมณ์วักกลิ อาศัยอยู่ในกรุงสาวัตถี วันหนึ่ง เขาเห็นพระศาสดาเสด็จเที่ยวไปเพื่อบิณฑบาต แล้วไม่อิ่มด้วยการดูพระรูปของพระศาสดา จึงตามพระพุทธเจ้าไปถึงวัดพระเชตวัน&nbsp;พอได้สดับเทศนาของพระศาสดา ได้ศรัทธาแล้วจึงขอบรรพชาในสำนักพระศาสดา ด้วยหมายใจว่า &quot;จักได้เห็นพระศาสดาเป็นนิตย์ &quot;</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;ทีนี้พอบวชแล้ว ก็ไม่ทำกิจมีการสาธยายและมนสิการกัมมัฏฐานเป็นต้นเสีย เอาแต่เฝ้าดูพระศาสดาอยู่อย่างเดียว แรกเริ่ม พระศาสดาก็ไม่ได้ตรัสอะไร ก็เพราะพระองค์ทรงรอความแก่กล้าแห่งญาณของเธออยู่ แต่เมื่อเธอมีญาณแก่กล้าแล้ว จึงตรัสว่า &quot;วักกลิ ประโยชน์อะไรของเธอด้วยกายอันเน่า ที่เธอเห็นอยู่นี้, วักกลิ ผู้ใดแล&nbsp;เห็นธรรม ผู้นั้นย่อมเห็นเรา,&nbsp; ผู้ใดเห็นเรา ผู้นั้นย่อมเห็นธรรม&nbsp;&nbsp;วักกลิ ก็ผู้เห็นธรรม ชื่อว่า เห็นเรา, ผู้เห็นเรา ชื่อว่า เห็นธรรม&quot;</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;และเมื่อใกล้วันเข้าพรรษา จึงทรงทำทีประฌามเและขับไล่พระวักกลิ ที่คอยเอาแต่เฝ้ามองดูพระองค์&nbsp; พระวักลินั้น เกิดความรู้สึกเศร้าโศกเสียใจเป็นอย่างมาก ที่จะไม่ได้เห็นพระศาสดาอีก จนถึงขั้นจะกระโดยภูเขาฆ่าตัวตายเลยทีเดียว</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;พระศาสดา ทรงทราบเรื่องนั้นแล้ว ทรงดำริว่า &quot;วักกลินี้เมื่อไม่ได้ความปลอบโยนจากเรา จะพึงทำอุปนิสัยแห่งมรรคผลให้ฉิบหายเสีย&quot; ดังนี้แล้ว ประทับนั่งในพระเวฬุวันนั่นเอง ทรงเปล่งพระโอภาสแสดงพระองค์ ทำปีติมีกำลังให้เกิดขึ้นแก่เธอ แล้วเหยียดพระหัตถ์ออกมา พร้อมตรัสว่า &quot;มาเถิด วักกลิ อย่ากลัวเลย&quot;</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; พอเห็นพระพุทธเจ้าพร้อมกับได้รับคำปลอบประโลมเช่นนี้แล้ว ทำให้พระวักกลิ เกิดปีติ&nbsp;จนไม่รู่้สึกตัว ถึงขนาดลอยไปเพื่อจะไปเฝ้าต่อหน้าพระพักตร์พระศาสดาเลยทีเดียว&nbsp;&nbsp;แต่พอระลึกถึงคาถาที่พระศาสดาตรัสแสดงไว้ จึงข่มปีติไว้ได้ในอากาศนั่นแล และได้บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทา&nbsp;</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;การอยู่ในประเทศเป็นที่ประทับของพระพุทธเจ้าของพระวักกลินั้น ย่อมเป็นปัจจัยแห่งการได้อนุตตริยะ ๖ ดังพรรณนามาฉะนี้</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;วันนี้ ขอจบไว้แต่เพียงเท่านี้ ขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามครับ</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; <strong>&nbsp;สภา&nbsp; ศรีคำเวียง</strong></p>
]]></description>
</item>
<item>
<title><![CDATA[มงคล ข้อที่ ๓ การบูชาผู้ที่ควรบูชา]]></title>
<link>https://mkm.onab.go.th/th/content/category/detail/id/109/iid/645</link>
<guid isPermaLink="false">aca05fc651a77d0b170fb5cf712c3727</guid>
<pubDate>Wed, 12 Jan 2022 00:00:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><span style="font-size:22px;"><strong>การบูชา ผู้ที่ควรบูชา</strong></span></p>

<p><span style="font-size:22px;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;</strong>สวัสดีครับ วันนี้ก็มาถึงมงคลข้อสุดท้ายในพระคาถาที่ ๑ นั่นคือ การบูชาผู้ที่ควรบูชา เรามาเร่ิ่มกันที่ความหมายของการบูชากันก่อนเลยนะครับ&nbsp;</span></p>

<p>คำว่า &quot;บูชา&quot; ในมงคลทีปนีนั้น ท่านอธิบายไว้ว่า การทำสักการะ เคารพ นบนอบและไหว้ ชื่อว่าบูชา และการบูชานั้น มี ๒ อย่างคือ ๑. อามิสบูชา คือการบูฃาด้วยสักการะมีดอกไม้เป็นต้น ๒. ปฏิบัติบูชา คือ การบูชาด้วยการปฏิบัติ</p>

<p>และเมื่อกล่าวถึงการบูชาทั้งสองประการดังกล่าวแล้ว ท่านกล่าวไว้ว่า การบูชานั้น จะนำประโยชน์สุขมาให้ตลอดกาลนานแก่บุคคลที่ทำการบูชาได้ ผู้ที่รับการบูชานั้น จะต้องเป็น&nbsp; ปูชไนยบุคคล มีพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และพระอริยสาวก เพราะท่านเหล่านั้น ย่อมทำภาวะแห่งการบูชาที่บุคคลทำในตนแม้เล็กน้อย แต่นำประโยชน์มุขมาให้ตลอดกาลนาน ดังเช่น นายสุมนมาลาการ ที่ยอมเสี่ยงชีวิตของตนเอง ด้วยการนำดอกไม้ จำนวน ๘ กำ ที่ตนเองจะต้องนำไปจัดถวายพระเจ้าพิมพิสารทุกๆวันในตอนเช้า เพื่อแลกกับเงิน ๘ กหาปณะ แต่เมื่อเห็นพระบรมศาสดาซึ่งแวดล้อมด้วยหมู่ภิกษุ เสด็จเข้าไปสู่พระนครเพื่อบิณฑบาต ก็มีจิตเสื่อมใส คิดว่า &quot;พระราชาไม่ได้ดอกไม้เหล่านี้ จะทรงฆ่าหรือจะทรงเนรเทศเราเสียจากแคว้น (ก็ตามเถิด), เพราะพระองค์แม้เมื่อจะพระราชทานแก่เรา ก็พึงพระราชทานทรัพย์พอเลี้ยงชีวิตแต่ในปัจจุบันเท่านั้น&nbsp;&nbsp;ส่วนการบูชาพระศาสดา มีผลนับไม่ได้ ย่อมนำมาซึ่งประโยชน์สุขตลอดกาลนาน เราจักบูชาพระศาสดาด้วยดอกไม้เหล่านี้&quot; คิดได้ดังนี้นแล้ว จึงตัดสินใจโปรยดอกไม้ทั้ง ๘ ทะนาน จัดให้เป็น ๘ กำมือ&nbsp;</p>

<p>ดอกไม้ ๒ กำมือที่เขาโปรยไปทีแรก ได้กลายเป็นเพดานดอกไม้ แผ่อยู่เบื้องบนพระศาสดา</p>

<p>๒ กำที่โปรยไปครั้งที่ ๒ อยู่ด้านพระปรัศเบื้องขวา&nbsp;</p>

<p>๒ กำที่โปรยไปครั้งที่ ๓ อยู่ด้านพระปฤษฏางค์</p>

<p>๒ กำที่โปรยไปครั้งที่ ๔ อยู่ด้านพระปรัศเบื้องซ้าย</p>

<p>สรุปว่าดอกไม้ ๖ กำได้เป็นเครื่องกำบังดอกไม้ ๓ ด้าน เบื้องพระพักตร์ได้มีเพียงช่องเป็นที่เสด็จไปเท่านั้น&nbsp;ขั้วดอกไม้อยู่ข้างใน กลีบดอกไม้อยู่ข้างนอก<br />
พระศาสดา เป็นประดุจถูกแวดล้อมด้วยแผ่นเงิน ขณะกำลังเสด็จไป ดอกไม้ทั้งหลายก็ไม่แตก ไม่ร่วง ลอยไป และหยุดอยู่ในที่ประทับยืนกับพระศาสดานั่นเอง.</p>

<p>พอเห็นดั่งนั้น คนทั่วทั้งพระนคร ซึ่งมีประมาณได้ ๙ โกฏิ ( ๑ โกฏิ = ๑๐ ล้าน)&nbsp;&nbsp;ก็พากันแตกตื่นเพราะเห็นความอัศจรรย์นั้น ทุกคนต่างก็พากันถือภิกษา (อาหาร) ออกมาแล้ว<br />
ทำการโห่ร้อง และแห่แหนไปพร้อมกับพระศาสดาพร้อมด้วยหมู่แห่งภิกษุ<br />
ส่วนนายมาลาการ เมื่อทำการบูชา เชยชม ถวายบังคมพระศาสดาอย่างนั้นแล้ว ก็ถือแต่กระเช้าเปล่ากลับเรือน และถูกภรรยาถามว่า &quot;ดอกไม้อยู่ไหน ?&quot;&nbsp;<br />
เมื่อตอบว่า &quot;ฉันเอาดอกไม้เหล่านั้นบูชาพระศาสดาเสียแล้ว&nbsp;</p>

<p>ทีนี้ ก็เป็นเรื่องล่ะครับ&nbsp;เพราะนายสุมนมาลาการนั้น โดนภรรยาต่อว่าต่อขานถึงขนาดชิ่งหนีไปฟ้องพระเจ้าพิมพิสารเพื่อหนีเอาตัวรอดคนเดียวว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่นายสุมนทำ หม่อมฉันไม่รับรู้ด้วย ถ้าจะลงโทษ ก็ลงโทษเขาคนเดียวเลย เพราะตอนนี้ หม่อมฉันได้หย่าขาดกับเขาเสียแล้ว&quot;&nbsp; &nbsp;ว่าไปนู่นเลย&nbsp;</p>

<p>ส่วนพระเจ้าพิมพิสาร พระองค์ทรงเป็นพุทธมามกะ และเป็นพระอริยสาวกชั้นพระโสดาบัน เมื่อทรงสดับเรื่องนั้นแล้ว ก็ทรงดำริว่า &quot;แหม!!! หญิงนี้ช่างอันธพาล ไม่ยังความเลื่อมใสให้เกิดขึ้นในคุณเห็นปานนี้เลย&quot;&nbsp; &nbsp;แต่ก็ทรงทำทีกริ้วแล้วตรัสถามว่า &quot;เขาทำการบูชาด้วยดอกไม้สำหรับบำรุง เราหรือ ?</p>

<p>&quot;ถูกแล้ว พระเจ้าข้า&quot;</p>

<p>เอาล่ะ! การที่เจ้าหย่าเขาเสียได้ นับว่&nbsp;ดีแล้ว&nbsp; ที่เหลือเราจะจัดการเอง&nbsp; ว่าแล้ว พระองค์ก็เสด็จไปเฝ้าพระบรมศาสดาและตามเสด็จไปด้วย<br />
พระศาสดา นั้น ทรงทราบความเสื่อมใสแห่งจิตของพระราชาแล้ว เพื่อจะทรงทำคุณของนายมาลาการให้ปรากฏ จึงเสด็จเที่ยวไปโในพระนคร แล้วจึงเสด็จไปยังพระลานหลวง ประทานบาตรแก่พระราชา แต่ไม่เสด็จเข้าไปสู่พระราชมนเทียร ประทับนั่ง เสวยพระกระยาหาร ณ พระลานหลวงนั้น&nbsp;</p>

<p>แม้ดอกไม้ทั้งหลาย เมื่อพระศาสดาเสด็จดำเนินไป ก็ลอยไป&nbsp; เมื่อประทับยืน ก็หยุดอยู่ เมื่อเสด็จเข้าไปสู่พระคันธกุฎีแล้ว ก็ตกอยู่ในซุ้มพระทวาร (ประตู)&nbsp;<br />
ฝ่ายพระราชา หลังเสร็จจากตามเสด็จพระศาสดาแล้วก็กลับมา&nbsp; รับสั่งให้เรียกนายมาลาการมาเข้าเฝ้าแล้ว จึงได้พระราชทานสิ่งของ ๗ อย่างๆ อย่างละแปดอัน&nbsp;คือ ช้าง ม้า ทาส ทาสี นารีผู้ประดับด้วยอลังการล้วน บ้านส่วย กหาปณะพันหนึ่ง และเครื่องประดับชื่อมหาประสาธน์แก่เขา ทั้งนี้ ก็เพราะพระองค์ทรงเลื่อมใสในนายสุมนมาลาการนั่นเอง<br />
ผลจากการที่นายสุมนะ ได้ถวายดอกไม้เพื่อบูชาพระศาสดาในครั้งนี้ &nbsp;นอกจากจะมีอานิสงส์ในภพภูมิปัจจุบันดังกล่าวมาแล้ว&nbsp; ในสัมปรายภพ (ภพหน้า)&nbsp;นายสุมนมาลาการนี้ก็จักไม่ตกไปสู่ทุคติตลอดแสนกัปป์&nbsp; ท่องเที่ยวไปในเทวโลกและมนุษย์โลก แล้วในอนาคตจักได้เป็นพระปัจเจกพุทธเจ้านามว่า &quot;สุมนะ&quot; เลยทีเดียว</p>

<p>และทั้งหมดนี้ คือ อานิสงส์จากการบูชาผู้ที่ควรบูชา ซึ่งจักสร้างประโยชน์สุขให้แก่ผู้ที่ทำการบูชามากมายเป็นอนันต์ ควรแล้วที่เราท่านทั้งหลาย ที่จักน้อมบูชาคุณของพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และพระอริยาสาวกเจ้าทั้งหลาย ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบในพระธรรมวินัยที่พระพุทธองค์ตรัสไว้แล้ว ตลอดกาลเป็นนิจเทอญฯ</p>

<p>สำหรับวันนี้ ก็ขอยุติไว้แต่เพียงเท่านี้ ขอบพระคุณทุกท่านครับ</p>

<p><strong>ส. คำเวียง</strong><br />
&nbsp;</p>

<p>&nbsp;</p>

<p>&nbsp;</p>

<p>&nbsp;</p>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
</item>
<item>
<title><![CDATA[มงคล ข้อที่ ๒ การคบบัณฑิต]]></title>
<link>https://mkm.onab.go.th/th/content/category/detail/id/109/iid/642</link>
<guid isPermaLink="false">003ed37d1ec474d4276b83827639b629</guid>
<pubDate>Tue, 11 Jan 2022 00:00:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><span style="font-size:24px;"><strong>มงคล ข้อที่ ๒&nbsp;การคบบัณฑิต</strong></span></p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;สวัสดีครับ ในมงคลข้อที่ ๑ ว่าด้วยการไม่คบคนพาล ที่ผ่านมานั้น ได้พูดถึงการเกี่ยวข้องกับคนพาลด้วยอาการ&nbsp;๕ อย่าง คือ เกี่ยวข้องด้วยการฟัง ๑ เกี่ยวข้องด้วยการเห็น ๑ เกี่ยวข้องด้วยการสนทนาปราศรัย ๑ เกี่ยวข้องด้วยการกินร่วม ๑ เกี่ยวข้องด้วยกาย ๑ และได้ยกอดีดนิทานที่ท่านได้รจนามาประกอบไว้พอสังเขป พอเป็นแนวทางแห่งการศึกษาอย่างคร่าวๆ หากท่านที่ประสงค์จะศึกษาเพื่อเพิ่มความรู้และสติปัญญา ก็สามารถศึกษาค้นคว้าได้ในหนังสือมงคลทีปนี ซึ่งท่านได้อธิบายขยายเนื้อความพร้อมบทวิเคราะห์ศัพท์อย่างละเอียด&nbsp;</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ในวันนี้ จึงขอยกมงคลข้อที่ ๒ ว่าด้วยการคบบัณฑิต มาเล่าเป็นหัวข้อต่อไป&nbsp;&nbsp;</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&quot;บัณฑิต&quot; มีลักษณะแตกต่างตรงกันข้ามกับ คนพาล โดยสิ้นเชิง กล่าวคือ คนพาล นั้น นอกจากตนเองจะเน่าเหม็นฉาวโฉ่แล้ว ยังทำให้ผู้ที่เข้าไปเกี่ยวข้องส้องเสพกับตนเองนั้น พลอยเหม็นเน่าไปด้วย อุปมาดัง ปลาร้าพันห่อด้วยใบไม้ ส่วนบัณฑิตนั้น&nbsp;เป็นเช่นกับของหอมมีกฤษณาและมาลาเป็นต้น เมื่อเข้าไปเกี่ยวข้องและส้องเสพกับบัณฑิตแล้ว ย่อมได้รับประโยชน์ในทิฎฐธรรม(ภพนี้)และประโยชน์ในสัมปรายภพ(ภพหน้า) ดังโคลงโลกนิติที่ว่า&nbsp;</p>

<p><span style="font-size:22px;">ใบพ้อพันห่อหุ้ม&nbsp; กฤษณา</span></p>

<p><span style="font-size:22px;">หอมระรวยรสพา&nbsp; เพริศด้วย</span></p>

<p><span style="font-size:22px;">คือคนเสพเสน่หา&nbsp; นักปราชญ์</span></p>

<p><span style="font-size:22px;">ความสุขซาบฤาม้วย&nbsp;ดุจไม้กลิ่นหอม ฯ</span></p>

<p><span style="font-size:22px;">บัณฑิต เมื่อทำ พูด และคิด ก็มักจะทำ พูด และคิด ในเรื่องอันเป็นกุศลธรรม ทั้งยังแนะนำแต่ประโยชน์ให้แก่ผู้เข้าไปส้องเสพอีกด้วย ดังอดีตนิทานเรื่อง พาณิช ๗๐๐ คน&nbsp; พอเป็นแนวทางการศึกษาและปฏิบัติ ดังนี้</span></p>

<p>ในอดีตกาล พาณิช ๗๐๐ คน แล่นสำเภาไปสู่สมุทร และในวันที่ ๗&nbsp; สำเภาได้เกิดอัปปางลง น้ำทะลักเข้าไปในเรือ&nbsp;พวกพาณิชเมื่อประสพภัย ต่างระบุชื่อเทพดาที่ตนเคารพนับถือและอ้อนวอนขอให้มีชีวิตอยู่&nbsp; แต่ทว่า ในท่ามกลางพาณิชเหล่านั้น กลับมีบุรุษผู้หนึ่ง นั่งนิ่งและไม่หวาดกลัวต่อภัยที่เกิดขึ้นเลย เพื่อนๆมองเห็นก็เกิดความสงสัยว่า ทำไมเขาจึงไม่กลัวต่อความตายที่กำลังจะมาถึง จึงพากันเข้าไปถามเหตุผลจากเขา และได้รับคำตอบว่า เขาคำนึงถึงทานที่ตนได้ถวายแด่ภิกษุสงฆ์กับสรณะและศีลที่ตนรับในวันที่ตนลงสู่สำเภา&nbsp;<br />
พวกพาณิชทั้งหลาย จึงถามว่า นอกจากท่านแล้ว คนอื่นๆ ก็สามารถรักษาศีลได้ด้วยหรือ ถ้าอย่างนั้น ขอให้ท่านได้โปรดบอก(ให้)ศีลแก่พวกข้าพเจ้าด้วย<br />
พาณิชบัณฑิตท่านนั้น จึงได้จัดคนเหล่านั้น ออกเป็นพวกๆละ๑๐๐ คน แล้วก็บอกศีล ๕ ให้สมาทานตาม<br />
บรรดาคนทั้ง ๗๐๐ คนนั้น ร้อยคนแรก ได้รับศีลขณะที่กำลังยืนอยู่ในน้ำประมาณแค่ข้อเท้า ร้อยที่ ๒ ยืนประมาณแค่เข่า, ร้อยที่ ๓ ประมาณแค่สะเอว, ร้อยที่ ๔ ประมาณแค่สะดือ, ร้อยที่ ๕ ประมาณแค่นม, ร้อยที่ ๖ ประมาณแค่คอ, และร้อยที่ ๗ ได้รับในเมื่อน้ำเค็มกำลังไหลเข้าปาก เสร็จแล้ว จึงประกาศว่า &quot;ที่พึ่งอย่างอื่นของพวกท่านไม่มี, พวกท่านจงระลึกถึงศีลไว้อย่างเดียวเถิด&quot; ดังนี้แล้ว ตัวเองตายไปบังเกิดเป็นเทพบุตรในภพดาวดึงส์&nbsp; แม้คนเหล่านั้น ก็เกิดเป็นเทพบุตรในภพดาวดึงส์เหมือนกัน เพราะอานิสงส์แห่งศีลที่ได้รับในเวลาใกล้ตาย<br />
เทพบุตรเหล่านั้นทั้งหมด ท่านเรียกว่า &quot;สตุลลปกายิกา (ผู้ตั้งอยู่ในคณะยกย่องความดี) &quot; เพราะเป็นผู้ยกย่องธรรมของสัตบุรุษด้วยอำนาจสมาทาน แล้วบังเกิดในหมู่ชาวสวรรค์&nbsp;</p>

<p>วิมานของเทพบุตรเหล่านั้น บังเกิดด้วยสามารถเป็นลดหลั่นกันอย่างนี้คือ บรรดาเทพบุตรเหล่านั้น วิมานทองของเทพบุตรผู้เป็นอาจารย์ ประมาณได้ ๑๐๐ โยชน์ บังเกิดในท่ามกลางวิมานทั้งหมด, วิมานทั้งหลายของพวกเทพบุตรอันเตวาสิก บังเกิดแวดล้อมวิมานของเทพบุตรผู้เป็นอาจารย์ วิมานชั้นต่ำทั้งหมดของเทพบุตรเหล่านั้นประมาณได้<br />
๑๒ โยชน์</p>

<p>เทพบุตรเหล่านั้น ระลึกถึงกรรมในขณะที่บังเกิดว่าได้สมบัติเพราะอาศัยอาจารย์ ประสงค์จะกล่าวสรรเสริญคุณของอาจารย์ในสำนักพระศาสดา จึงพากันมาสู่พระเชตวัน ในลำดับมัชฌิมยาม ถวายบังคมพระศาสดาแล้วยืน ณ ส่วนข้าหนึ่ง</p>

<p>บรรดาเทพดาเหล่านั้น เทพดา ๖ องค์ปรารถนาจะกล่าวคาถาองค์ละคาถาตามลำดับ ได้กล่าว ๖ คาถา ทำบาทที่ ๔ ให้แปลกกัน และ ๓ บาท<br />
นอกนี้ให้เสมอเป็นอย่างเดียวกันว่า<br />
๑. &quot;บุคคลพึงนั่งร่วมกับสัตบุรุษอย่างเดียว,<br />
&nbsp; &nbsp; พึงทำความสนิทสนมกับสัตบุรุษ เพราะรู้ชัด<br />
&nbsp; &nbsp; สัทธรรมของสัตบุรุษทั้งหลาย ย่อมมีแต่ความดี ไม่มีความชั่วเลย.<br />
๒. บุคคลพึงนั่งร่วมกับสัตบุรุษอย่างเดียว, พึง<br />
&nbsp; &nbsp;ทำความสนิมสนมกับสัตบุรุษ; เพราะรู้ชัด<br />
&nbsp; &nbsp;สัทธรรมของสัตบุรุษทั้งหลาย บุคคลย่อมได้<br />
&nbsp; &nbsp;ปัญญา จะได้จากบุคคลอื่นหามิได้เลย.<br />
๓. บุคคลพึงนั่งร่วมกับสัตบุรุษอย่างเดียว,<br />
&nbsp; &nbsp; พึงทำความสนิทสนมกับสัตบุรุษ; เพราะรู้ชัด<br />
&nbsp; &nbsp; สัทธรรมของสัตบุรุษทั้งหลาย บุคคลย่อมไม่<br />
&nbsp; &nbsp; เศร้าโศก ในท่ามกลางแห่งผู้เศร้าโศก.<br />
๔.&nbsp;&nbsp;บุคคลพึงนั่งร่วมกับสัตบุรุษอย่างเดียว,<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp;พึงทำความสนิทสนมกับสัตบุรุษ; เพราะรู้ชัด<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp;สัทธรรมของสัตบุรุษทั้งหลาย บุคคลย่อมรุ่งเรือง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp;ในท่ามกลางญาติ.<br />
๕.&nbsp;บุคคลพึงนั่งร่วมกับสัตบุรุษอย่างเดียว,<br />
&nbsp; &nbsp; พึงทำความสนิทสนมกับสัตบุรุษ; เพราะรู้ชัด<br />
&nbsp; &nbsp; สัทธรรมของสัตบุรุษทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลาย<br />
&nbsp; &nbsp; ย่อมไปสู่สุคติ.<br />
๖.&nbsp;บุคคลพึงนั่งร่วมกับสัตบุรุษอย่างเดียว,<br />
&nbsp; &nbsp; พึงทำความสนิทสนมกับสัตบุรุษ; เพราะรู้ชัด<br />
&nbsp; &nbsp; สัทธรรมของสัตบุรุษทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลาย<br />
&nbsp; &nbsp; ย่อมตั้งอยู่ชั่วกาลนาน.&quot;<br />
เมื่อได้ฟังคำอัันเป็นสุภาษิตของเหล่าเทพบุตรแล้ว เพื่อจะทำวาจาให้เป็นสุภาษิตยิ่งขึ้นเพื่อประโยชน์แก่การบรรลุธรรมของสัตว์โลกทั้งหลาย พระผู้มีพระภาค จึงตรัสพระคาถานี้ว่า<br />
&quot;บุคคลพึงนั่งร่วมกับสัตบุรุษอย่างเดียว,&nbsp;พึง<br />
ทำความสนิทสนมกับสัตบุรุษ; เพราะรู้ทั่วถึง<br />
สัทธรรมของสัตบุรุษทั้งหลาย บุคคลย่อมหลุด<br />
พ้นจากทุกข์ทั้งปวง.&quot;</p>

<p>สำหรับวันนี้ ขอยุติไว้เพียงเท่านี้ ขอบพระคุณทุกท่านครับ</p>

<p><strong>ส.คำเวียง</strong><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://mkm.onab.go.th/th/file/get/file/20200730ce08159718dba01eb29cfb031586c6a4194611.jpg' type='image/jpg' length='202244' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[มงคล ข้อที่ ๑ การไม่คบคนพาล]]></title>
<link>https://mkm.onab.go.th/th/content/category/detail/id/109/iid/641</link>
<guid isPermaLink="false">cdec35d09dae32266a0917fb1508c5e6</guid>
<pubDate>Fri, 07 Jan 2022 13:40:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><strong>การไม่คบคนพาล เป็นมงคลอันสูงสุด</strong></p>

<p><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; </strong>&nbsp; วันนี้ ขอเริ่มต้นด้วยมงคลข้อที่ ๑ ที่พระพุทธองค์ได้ตรัสวิสัชชนาให้แก่เหล่าเทวดาอันมีัท้าวสักกเทวราชเป็นประธาน ได้เข้าเฝ้าทูลถามปัญหา จึงขออธิบายขยายความหมายของคำว่า &quot;พาล&quot; ที่พระพุทธองค์ได้ทรงแสดงไว้ ดังปรากฏในมงคลทีปนี ที่รจนาโดยพระพุทธโฆษาจารย์ ไว้คร่าวๆ ดังนี้ครับ</p>

<ul>
	<li>ที่เรียกว่า พาล เพราะคนเหล่านั้น เพียงดำรงชีพอยู่ ด้วยอาการสักว่าหายใจเข้า-ออก หาเป็นอยู่ด้วยปัญญาอันประเสริฐไม่</li>
	<li>ที่เรียกว่า พาล เพราะคนเหล่านั้น มักประกอบด้วยอกุศลกรรมบท ๑๐ ประการ มีปาณาติบาต เป็นต้น&nbsp;</li>
</ul>

<p>จากคำจำกัดความเหล่านี้ เราท่านทั้งหลาย ผู้อยู่ในฐานะปุถุชนคนธรรมดา จึงอาจยังมองไม่เห็นภาพชัดเจนว่า แท้ที่จริงแล้ว คำพูดที่เราเคยได้ยินมาตลอดว่า คนพาลๆ นั้น มีลักษณะเป็นอย่างไร? ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงได้อรรถาธิบายขยายความสรุปให้เราได้เข้าใจว่า คนที่มีลักษณะ แบบนี้แหละ คือ คนพาล ในทรรศนะทางพระพุทธศาสนา คือ</p>

<ul>
	<li>หากคิดเรื่องใดก็แล้วแต่ ก็มักจะคิดแต่เรื่องชั่วๆ และเลวทราม&nbsp;</li>
	<li>หากพูด ก็มักจะพูดแต่เรื่องที่ไม่ดีไม่งาม ไม่เพราะพริ้ง</li>
	<li>&nbsp;หากทำ ก็ทำแต่กรรมที่ชั่ว&nbsp;</li>
</ul>

<p>ข้อสังเกตุอีกประการหนึ่งก็คือ แนวทางในการตรัสสอนของพระพุทธองค์นั้น มีลักษณะที่พิเศษไม่เหมือนกับเจ้าลัทธิท่านอื่นๆ ในสมัยนั้นอย่างสิ้นเชิง กล่าวคือ พระพุทธองค์จะทรงประกาศพระศาสนาและสั่งสอนเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ซึ่งอุปมาคล้ายๆ กับ คนบอกทาง&nbsp;</p>

<p>ธรรมดาคนบอกทางนั้น เมื่อมีผู้สอบถามเส้นทาง ก็มักจะบอกว่า ถ้าท่านประสงค์จะไปที่เมืองนี้ ท่านต้องหลีกเลี่ยงเส้นทางนี้ อย่าไปตามเส้นทางนี้ เพราะเป็นเส้นทางที่ว่านั้น เดินทางได้ยากลำบาก แต่!!!! ท่านจงไปตามเส้นทางนี้ เพราะสะดวกและปลอดภัย&nbsp;</p>

<p>ดังนั้น เราจึงสังเกตุได้ว่า ในหมวดหลักธรรมคำสอนทางพระพุทธศาสนาที่ปรากฎอยู่ในคำภีร์หรือตำราต่างๆ นั้น มักจะพบคำสอนที่ขึ้นต้นด้วยหัวข้อที่เป็นอกุศลธรรมก่อนเสมอ แล้วจึงตามมาด้วยหัวข้อที่เป็นกุศลธรรม ทั้งนี้ ก็เพราะพระพุทธองค์จะทรงแสดงให้เห็นเรื่องไม่ดี ให้คนฟังเกิดความสลดสังเวชก่อนแล้วจึงค่อยแสดงธรรมอันเกิดความปิติปราโมทย์แล้วจิตใจผู้นั้น ก็จะน้อมเข้าไปสู่ธรรมะได้นั่นเอง</p>

<p>ดังนั้น ในมงคลคาถาที่ ๑ นี้ พระพุทธองค์ จึงทรงแสดง พาลลักษณะไว้ก่อน แล้วจึงค่อยแสดงลักษณะของบัณฑิต ในภายหลัง ด้วยประการฉะนี้แล</p>

<p>เมื่อเราทราบแล้วว่า ลักษณะของคนพาลที่พระพุทธองค์ตรัสแสดงไว้ มีลักษณะเป็นเช่นไรแล้ว ท่านจึงได้อธิบายขยายเนื้อความพร้อมทั้งอุปมาเอาไว้ ว่า</p>

<p>คนพาล นั้น เป็นเช่นกับปลาเน่า&nbsp;&nbsp;ส่วนผู้ที่ไปคบกับคนพาลนั้นหรือ ก็เป็นเช่นกับใบไม้ห่อปลาเน่า ไม่แคล้วที่จะแปดเปื้อนเหม็นคาวจากกลิ่นปลาเน่านั้นด้วย เพราะคนคบคนเช่นใด ก็เป็นเช่นดังบุคคลนั้น ดังโคลงโลกนิติ ที่ว่า</p>

<p>ปลาร้าพันห่อด้วย&nbsp; &nbsp; &nbsp;ใบคา</p>

<p>ใบก็เหม็นคาวปลา&nbsp; &nbsp; &nbsp;คละคลุ้ง</p>

<p>คือคนหมู่ไปหา&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; คบเพื่อน พาลนา</p>

<p>ได้แต่ร้ายร้ายฟุ้ง&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;เฟื่องให้เสียพงศ์ฯ</p>

<p>ในข้อดังกล่าว จึงมีนิทานเรื่อง ลูกนกแขกเต้า ให้ท่านคิดเพื่อเป็นภาพประกอบกับคำสอนนั้น ดังนี้</p>

<p>ในอดีตกาล มีลูกนกแขกเตา ๒ ตัวพี่นอง เกิดในปางิ้วใกลสานุบรรพต&nbsp; ทิศเหนืออยู่ติดกับหมู่บานของโจร ๕๐๐&nbsp;&nbsp;ส่วนทิศใต&nbsp;อยู่ต่อเขตกับอาศรมของฤาษี ๕๐๐&nbsp;&nbsp;</p>

<p>ในเวลาที่ขนปกลูกนกแขกเต้ายังไมออก&nbsp; ก็เกิดมีลมหัวด้วนขึ้น&nbsp;&nbsp;แล้วพัดเอกลูกนกทั้ง ๒ นั้น ไปตกอยู่ตัวละแหง&nbsp; &nbsp;ตัวหนึ่ง ไปตกในระหวางอาวุธ ในบานโจร จึงได้นามวา สัตติคุมพะ (พุ่มหอก)&nbsp;และเติบโตขึ้นในท่ามกลางแห่งสภาพแวดล้อมของหมู่โจร&nbsp;&nbsp;&nbsp;ส่วนลูกนกอีกตัวหนึ่ง กลับไปตกในระหวางดอกไมที่หาดทรายใกลอาศรมพวกฤษี&nbsp; จึงได้นามวา &quot;ปุปผกะ&quot; (ดอกไม้)</p>

<p>คราวนั้น มีพระราชาพระองค์หนึ่ง พระนามวา ปญจาละ ในพระนครอุตตรปญจาละ ทรงออกเสด็จประพาสป่าเพื่อลาเนื้อ&nbsp; ก่อนทำการล่าเนื้อ ก็ทรงมีพระราชโองการดํารัสสั่งเป็น กติกาวา &quot; ถ้าเนื้อหนีไปทางผูใด ผูนั้น&nbsp;ตองถูกปรับ&quot;&nbsp; และแล้ว จะด้วยเหตุผลกลใดก็ไม่อาจทราบได้ เพราะเนื้อที่ทำการล่านั้น บังเอิญหนีออกมาทางที่ที่พระราชาประทับอยู่พอดี พวกเสนาอามาตย์ทั้ง ก็ยิ้มเยาะเย้ยพระราชา&nbsp; ด้วยความขวยอาย พระองค์จึงรีบเสด็จขึ้นรถเพื่อตามล่าเนื้อตัวนี้ให้จงได้ จนพวกมหาดเล็กไมอาจติดตามพระองค์ได้ทัน แต่จนแล้วจนรอด ก็มิอาจตามเนื้อตัวนั้นทัน จึงทรงสนานและเสวยน้ํา ณ ลําธาร แลวบรรทมหลับใตรมไมในที่ใกลบานโจร</p>

<p>ขณะนั้น&nbsp; พวกโจรทั้งหลาย ได้เข้าปากันหมด&nbsp;&nbsp;ภายในบานเหลืออยูแต นกสัตติคุมพะกับคนทําครัวคนหนึ่ง&nbsp;&nbsp;นกสัตติคุมพะออกจากบ้านมาพบพระราชาที่กำลังบรรทมอยู่&nbsp; จึงกลับเข้าบ้านไปพูดกับคนทําครัว ดวยภาษามนุษยวา &quot;พวกเราจะชวยกันปลงพระชนมพระราชา เอาผา และอาภรณของพระองค  จับพระองคที่พระบาทแลวลากมา เอากิ่งไม ปดซอนเสีย ไม่ให้คนอื่นเห็น&quot;&nbsp;</p>

<p>ไม่แปลกหรอกครับ เพราะเหตุใดนกสัตติคุมพะ จึงพูดเช่นนั้น ก็เพราะมันเติบโตขึ้นในท่ามกลางสิ่งแวดล้อมของพวกโจร ในแต่ละวัน มันก็จะได้เห็น ได้ยิน ได้ฟัง พวกโจรประชุมปรึกษาหารือกันว่า วันนี้ เราจะไปปล้นใคร ที่ไหน ด้วยวิธีการอย่างไร ที่สำคัญคือ ปล้นแล้วต้องฆ่าเจ้าทรัพย์ให้หมด ไม่งั้น พวกที่เหลือก็จะไปบอกทางการมาจับได้ นั่นเอง</p>

<p>เอาล่ะครับ! เมื่องพระราชาทรงไดยินถอยคํานั้น ก็ทรงทราบวา &quot;ที่นี่มีภัยเกิดขึ้นอย่างแน่นอน&quot;&nbsp; ทรงตกพระหฤทัย จึงรีบเสด็จขึ้นรถหนีจากที่นั้นไป จนถึงอาศรมของพวกฤษี</p>

<p>คราวนั้น พวกฤาษี ไปเก็บผลไมกันหมด ในอาศรมจึงเหลืออยูแตนกปุปผกะ ตัวเดียว ด้วยความที่มันเจริญเติบโตในสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยบัณฑิต มันจึงได้เห็น ได้ยินและได้ฟังแต่เรื่องดีๆ นั่นเอง&nbsp;&nbsp;พอเห็นพระราชาเสด็จมา จึงไดทําปฏิสันถารต้อนรับด้วยความเป็นกัลยาณมิตรว่า&nbsp;&nbsp;</p>

<p>&quot;ขอเดชะพระมหาราชเจา พระองคเสด็จมา ดีแลว&nbsp;&nbsp;พระองคมิไดเสด็จมาราย&quot;</p>

<p>พระราชาทรงเลื่อมใสในปฏิสันถารของนกนั้น จึงแปลกพระทัยแล้วตรัสขึ้นว่า เหตุใด นกชนิดเดียวกัน จึงมีอุปนิสัยที่แตกต่างกันราวฟ้ากับเหว</p>

<p>นกปุพพกะ จึงทูลให้ทราบวา &quot;ขอเดชะมหาราชเจา ขาพระองคเป็นพี่น้องรวมมารดาเดียวกันกับนกตัวนั้น แตเขาเติบโตในสํานักคนไมดี คนพวกนั้นแนะนําเขาในเรื่องที่ไม่ดี ส่วนขาพระองค์&nbsp;เติบโตในสํานักของพวกคนดี คนเหลานั้นแนะนําข้าพเจ้าแต่เรื่องดีๆ&nbsp;&nbsp;ด้วยเหตุนั้น ขาพระองคทั้ง ๒ จึงแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เพราะการอยู่อาศัยในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกันนั่นเอง</p>

<p>สำหรับวันนี้ ขอจบไว้แต่เพียงเท่านี้ ขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามครับ</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; <strong>&nbsp;สภา&nbsp; ศรีคำเวียง</strong></p>

<p>&nbsp;</p>

<p>&nbsp;</p>

<p>&nbsp;&nbsp;</p>

<p>&nbsp;</p>

<p><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp;</strong></p>
]]></description>
<enclosure url='https://mkm.onab.go.th/th/file/get/file/202007302a8815d729d8051252e6b611983c9321194458.jpg' type='image/jpg' length='19110' />
</item>
</channel>
</rss>
