<?xml version='1.0' encoding='UTF-8' ?>
<rss version='2.0' xmlns:atom='http://www.w3.org/2005/Atom'>
<channel>
<title><![CDATA[องค์ความรู้]]></title>
<link>https://mkm.onab.go.th/th/content/category/index/id/12</link>
<atom:link href="https://mkm.onab.go.th/th/content/category/index/id/12" rel="self" type="application/rss+xml" />
<description><![CDATA[-]]></description>
<item>
<title><![CDATA[อธิบายรายมาตรา พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ และที่แก้ไขเพิ่มเติม]]></title>
<link>https://mkm.onab.go.th/th/content/category/detail/id/12/iid/133551</link>
<guid isPermaLink="false">fb9b612b01a220780810cbda1d93543e</guid>
<pubDate>Fri, 09 Oct 2026 14:03:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="" src="https://mkm.onab.go.th/cms/s63/u345/อธิบายรายมาตรา_พระราชบัญญัติคณะส. ๒๕๐๕ และที่แก้ไขเพิ่มเติม_page-0001.jpg" style="width: 1241px; height: 1755px;" /></p>
]]></description>
<enclosure url='https://mkm.onab.go.th/th/file/get/file/202610092f1a2fad880febb118c6811622139cbe140332.jpg' type='image/jpg' length='80460' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[อธิบายรายมาตรา พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ และที่แก้ไขเพิ่มเติม]]></title>
<link>https://mkm.onab.go.th/th/content/category/detail/id/12/iid/454</link>
<guid isPermaLink="false">1c3acded06370fc49fcdf441d7440aa5</guid>
<pubDate>Fri, 09 Oct 2026 00:00:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="" src="https://mkm.onab.go.th/cms/s63/u345/อธิบายรายมาตรา_พระราชบัญญัติคณะส. ๒๕๐๕ และที่แก้ไขเพิ่มเติม_page-0001.jpg" style="width: 1241px; height: 1755px;" /></p>
]]></description>
<enclosure url='https://mkm.onab.go.th/th/file/get/file/202610092f1a2fad880febb118c6811622139cbe131545.jpg' type='image/jpg' length='80460' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[มงคลข้อที่ ๑๗ กถาว่าด้วยการสงเคราะห์ญาติ]]></title>
<link>https://mkm.onab.go.th/th/content/category/detail/id/12/iid/133137</link>
<guid isPermaLink="false">aa447127e2a88b41040b05c33989958c</guid>
<pubDate>Thu, 01 Oct 2026 14:19:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>สวัสดีครับ ก่อนอื่น ก็ขอเป็นกำลังใจให้กับพี่น้องชาวไทยทุกคน&nbsp;<br />
ที่กำลังประสบกับปัญหาอุทกภัยกันอยู่ในขณะนี้<br />
ขอให้ทุกๆท่าน ได้ผ่านพ้นห้วงวิกฤติครั้งใหญ่ในครั้งนี้ไปได้ด้วยดี<br />
หน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ&nbsp;<br />
ต่างฝ่ายต่างขวนขวาย ระดมสรรพกำลัง เพื่อช่วยเหลือเจือจุนกันอย่างเต็มที่<br />
ไม่นานภาวะวิกฤติเหล่านี้ ก็จะผ่านพ้นไปได้ด้วยดีและทุกท่านก็จะได้กลับมาใช้ชีวิต<br />
ทำมาหากินกันตามปกติอีกเช่นเดิม<br />
วันนี้ บทความได้มาถึงหัวข้อที่เหมาะกับห้วงเวลานี้พอดี<br />
นั่นคือ กถาว่าด้วยการสงเคราะห์ญาติ ซึ่งเป็นมงคลข้อที่ ๑๗&nbsp;นั่นเอง<br />
ในมังคลัตถกถานี้ท่านอธิบายความหมายของคำว่าญาติไว้ว่า&nbsp;<br />
&quot;ชน ผู้เกี่ยวเนื่องกัน ข้างมารดาก็ดี ข้างบิดาก็ดี ไล่ไปจนถึงยุคปิตามหะที่ ๗<br />
(คือนับแต่ชั้นแห่งปู่ ย่า ตา ยาย ชั้นทวด ลงมา ๗ ชั่ว) ชื่อว่า &ldquo;ญาติ&rdquo;&rdquo;<br />
ชนที่เนื่องกันเหล่านั้นทั้งหมด ชื่อว่าญาติ ด้วยอรรถว่า พึงรู้จักกัน&nbsp;<br />
เหตุนั้น ในอรรถกถาท่านจึงกล่าวว่า &quot;ชนเหล่านี้เขาย่อมรู้จักว่าเป็นญาติของพวกเรา&nbsp;<br />
อนึ่ง แม้นไม่ใช่ญาติสนิทมิตรสหายที่เกี่ยวเนื่องกัน&nbsp;<br />
ไม่มีความคุ้นเคยกับคนใด หรือแม้คนๆนั้น ก็ไม่ใช่ญาติแท้ๆ ก็ตาม<br />
แต่มีความคุ้นเคยกับคนใด คนนั่นแม้ไม่เนื่องกัน ก็ชื่อว่าเป็นญาติอย่างยิ่ง&nbsp;<br />
ดังที่สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสไว้ปรากฏในขุททกนิกาย ธรรมบทว่า&nbsp;<br />
วิสฺสาสปรมา ญาติ แปลว่า ญาติ มีความคุ้นเคยเป็นอย่างยิ่ง นั่นแล<br />
เมื่อทราบความหมายของคำว่า ญาติ กันเป็นเบื้องต้นอย่างนี้แล้ว<br />
จึงควรอย่างยิ่ง ที่เราทั้งหลาย จะพึงพิจารณาเห็นคุณประโยชน์ของการเอื้อเฟื้อกันและกันระหว่างหมู่ญาติ<br />
ด้วยว่า การสงเคราะห์ญาตินั้น พระผู้มีพระภาคตรัสว่าเป็นมงคล&nbsp;<br />
เพราะเป็นเหตุบรรลุคุณวิเศษทั้งหลายอันเป็นไปในทิฏฐธรรม (ภพปัจจุบัน) มีความสรรเสริญ เป็นต้น&nbsp;<br />
และเป็นไปในสัมปรายภพ (ภพในเบื้องหน้า) มีการถึงสุคติโลกสวรรค์ เป็นต้น&nbsp;<br />
ในทางกลับกัน หากบุคคลใด รวบรวมทรัพย์ไว้ได้มากมายแล้ว&nbsp;<br />
ตนเองก็มิได้บริโภค ซ้ำยังมิได้สงเคราะห์พวกญาติทั้งหลายเลย&nbsp;<br />
บุคคลนั้น นักปราชญ์ย่อมกล่าวติว่า เป็นผู้ไม่แตกต่างกับนกมัยหกะ ที่จะกล่าวต่อไปนี้เป็นอุทาหรณ์<br />
ในอดีตกาล พระโพธิสัตว์ เกิดเป็นบุตรเศรษฐี มีทรัพย์ประมาณ ๘๐ โกฏิ ในเมืองพาราณสี&nbsp;<br />
เมื่อมารดาบิดา เสียชีวิตลง ได้สงเคราะห์น้องชาย จ่ายทรัพย์สร้างโรงทานไว้ใกล้ประตูบ้าน<br />
ให้ทานใหญ่ อยู่ครองเรือนเป็นลําดับมา<br />
ในเวลาที่บุตรเดินได้ เห็นโทษในกามและอานิสงส์ในบรรพชา&nbsp;<br />
จึงได้มอบทรัพย์ทั้งสิ้นพร้อมกับบุตรและภริยาให้น้องชาย&nbsp;<br />
แล้วออกบวชเป็นฤๅษี บําเพ็ญฌานและอภิญญาให้เกิดแล้ว อยู่ในหิมวันตประเทศ&nbsp;<br />
ฝ่ายน้องชายของดาบสนั้น ได้บุตรคนหนึ่ง จึงคิด (ชั่วๆ) ว่า&nbsp;<br />
เมื่อลูกของพี่ชายเรายังมีชีวิตอยู่ ทรัพย์จะต้องถูกแบ่งออกเป็น ๒ ส่วน<br />
อย่ากระนั้นเลย เราจักฆ่าลูกของพี่ชายเสีย&quot;&nbsp;<br />
ดูความคิดมัน!!!!<br />
วันหนึ่ง เขาก็ลงมือกดทารกนั้นให้จมในแม่น้ำ ตายแล้ว&nbsp;<br />
อาบน้ำแล้วก็กลับไปเรือน ถูกภริยาของพี่ชายถาม ก็ตอบว่า&nbsp;<br />
&quot;ฉัน เห็นเด็กนั้นเล่นอยู่ที่แม่น้ำ ภายหลังฉันค้นหาก็ไม่พบตัวแล้ว&nbsp;<br />
พี่สะใภ้ ฟังจบ ก็ร้องไห้โฮแล้วก็นิ่งอยู่&nbsp;<br />
พระโพธิ์สัตว์ทราบเหตุนั้นแล้ว ดําริว่า &quot;เราจักทํากิจนี้ให้ปรากฏ&quot;&nbsp;<br />
จึงเหาะไปสู่เรือนน้องชายทางอากาศ&nbsp;<br />
ฉันโภชนะอย่างดีที่น้องชายถวายแล้ว ก็ทำทีถามไปว่า<br />
เด็กนั้น ไปไหน?&nbsp;&nbsp;<br />
เจ้าน้องชายก็ตอบไปหน้าตาเฉยว่า &quot;จมน้ำตายแล้วขอรับ&quot;&nbsp;<br />
พระโพธิสัตว์ชักยั๊วะ จึงกล่าวว่า &quot;แน่ะ (ไอ้) คนชั่ว สิ่งที่เจ้าทําแล้วได้ปรากฏแก่เรา<br />
(คือท่านเห็นด้วยญาณทิพย์)<br />
เจ้าฆ่าเด็กนั้นเสียเพราะเหตุนี้ มิใช่หรือ ?&nbsp;<br />
ตัวเจ้า จะพึงสามารถรักษาทรัพย์ที่จะฉิบหายอยู่ ด้วยอํานาจภัย มีราชภัยเป็นต้นได้ละหรือ?&nbsp;<br />
การกระทําของเจ้าก็ไม่ต่างอะไรกับการกระทำของนกที่ชื่อว่ามัยหกะนักหรอก<br />
อันว่า นกชื่อมัยหกะ นั้น<br />
มีปกติเที่ยวไปตามข้างเขาและซอกเขา&nbsp;<br />
บินขึ้นไปจับต้นไม้เลียบมีผลสุก แล้วก็เอาแต่ร้องหวงอยู่ว่า &#39; ของเราๆ &#39;&nbsp;<br />
เมื่อมันพร่ำอยู่อย่างนั้น ฝูงนกทั้งหลาย ต่างก็พากันมากินผลไม้เลียบแล้วก็บินหนีไป<br />
ในขณะที่นกนั้น ก็ยังเอาแต่บ่นเพ้ออยู่ว่า ของเราๆ ฉันใด&nbsp;<br />
บุคคลบางคนในโลกนี้ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน&nbsp;<br />
รวบรวมทรัพย์ไว้ได้มากแล้ว ไม่บํารุงตนเองและญาติทั้งหลายตามส่วน&nbsp;<br />
เขาไม่ใช้สอยเป็นค่านุ่งห่ม อาหาร ระเบียบ และเครื่องลูบไล้อะไรๆ&nbsp;<br />
และไม่สงเคราะห์หมู่ญาติ สักครั้งเดียว&nbsp;<br />
เมื่อเขากําลังบ่นพร่ำหวงอยู่ว่า &quot;ของเราๆ &quot; อยู่<br />
อย่างนั้น พระราชาทั้งหลาย หรือพวกโจรหรือพวกทายาท ผู้ไม่เป็นที่รัก&nbsp;<br />
มาจะพากันมาเอาทรัพย์นั้นไป&nbsp;<br />
ส่วนปราชญ์อาศัยโภคทรัพย์ สงเคราะห์ญาติทั้งหลาย&nbsp;<br />
เพราะเหตุนั้น ท่านจึงได้รับเกียรติคุณ ละโลกไปแล้วย่อมบันเทิงในสวรรค์&nbsp;&nbsp;<br />
พระโพธิสัตว์ ครั้นได้แสดงธรรมแก่น้องชายอย่างนั้นแล้ว<br />
ให้ทําทานที่น้องชายได้ยกเลิกให้กลับมาเป็นปกติดังเดิม<br />
เหาะไปสู่หิมวันตประเทศแล้ว เป็นผู้มีฌานไม่เสื่อม&nbsp;<br />
ทํากาละแล้วก็ได้ไปอุบัติยังพรหมโลก&nbsp;<br />
ฝ่ายน้องชายของพระโพธิ์สัตว์นั้น บัดนี้ ได้เกิดเป็นอาคันตุกเศรษฐี&nbsp;<br />
ผู้ไม่เคยได้ทําบุญใดๆเลย ตลอดชีพ ทํากาละ(เสียชีวิต)แล้ว ได้เกิดในโรรุวนรก&nbsp;<br />
พวกราชบุรุษ ได้ขนทรัพย์ของอาคันตุกเศรษฐีซึ่งไม่มีทายาทสืบสกุล<br />
เข้าสู่ท้องพระคลังของพระเจ้าปเสนทิ&nbsp;<br />
โดยใช้เวลาในการขนทรัพย์ถึง ๗ วัน ๗ คืน เลยทีเดียว<br />
ดังนั้น เมื่อเป็นญาติเกี่ยวเนื่องกันแล้ว จึงพึงรักกัน สงเคราะห์กัน ไว้เถิด<br />
เพราะสุดท้ายแล้ว คนที่จะคอยช่วยเหลือ อุ้มชู และดูแลกันในยามทุกข์ยาก<br />
ก็เห็นจะมีแต่เพียงญาติสืบสายโลหิตเราเท่านั้น<br />
คนอื่นใดเล่า เขาจะมาเป็นภารธุระให้ ดังคำผญาอีสาน กล่าวเอาไว้ว่า<br />
&ldquo;อย่าสิไลลืมถิ่มพงศ์พันธุ์พี่น้องเก่า&nbsp;<br />
&nbsp;อย่าสิละโคตรเหง้า หลงย้องผู้อื่นดี&rdquo;<br />
แปลความหมายได้ว่า&nbsp;<br />
อย่าได้หลงลืมหรือละทิ้งญาติพี่น้องวงศ์ตระกูลของตนเอง&nbsp;<br />
ไปเที่ยวไล่ยกย่องหรือชื่นชมคนอื่น ดีกว่าพี่น้องร่วมสายเลือดของตนเอง<br />
วันนี้ ขอจบไว้แต่เพียงเท่านี้ ไว้พบกันใหม่ในหัวข้อต่อไป<br />
ขอบพระคุณที่ติดตามครับ<br />
สภา&nbsp; ศรีคำเวียง</p>
]]></description>
<enclosure url='https://mkm.onab.go.th/th/file/get/file/20261001f68cd0175cf84b5bcb50cbb07eb0e398142218.jpg' type='image/jpg' length='124439' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[จากธงแห่งชัยชนะ สู่ที่พึ่งอันประเสริฐในพระพุทธศาสนา]]></title>
<link>https://mkm.onab.go.th/th/content/category/detail/id/12/iid/132555</link>
<guid isPermaLink="false">ad7d822f3055bfc75ea606fa275ab3a0</guid>
<pubDate>Wed, 16 Sep 2026 14:56:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:16px;"><font face="TH SarabunIT๙, sans-serif">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สวัสดีครับ ห่างหายกันไปพอสมควร</font></span></p>

<p><span style="font-size:16px;"><font face="TH SarabunIT๙, sans-serif">พบกันวันนี้ ก็ขอเว้นวรรคเกี่ยวกับหัวข้อมงคลไว้สักหนึ่งครา</font></span></p>

<p><span style="font-size:16px;"><font face="TH SarabunIT๙, sans-serif">และขออนุญาตได้เขียนบทความเล็กๆ เมื่อเกิดเหตุสะเทือนขวัญใหญ่ๆในพระพุทธศาสนาขึ้น</font></span></p>

<p><span style="font-size:16px;"><font face="TH SarabunIT๙, sans-serif">ในหัวข้อ &ldquo;จากธงแห่งชัยชนะ สู่ที่พึ่งอันประเสริฐในพระพุทธศาสนา&rdquo;</font></span></p>

<p><span style="font-size:16px;"><font face="TH SarabunIT๙, sans-serif">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ผมเชื่อว่าหลายๆท่าน คงได้มีโอกาสได้ยินได้ฟัง หรือได้ศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับ เทวาสุรสงคราม หรือสงครามระหว่างเหล่าเทวดากับอสูร มาพอสมควร</font></span></p>

<p><span style="font-size:16px;"><font face="TH SarabunIT๙, sans-serif">หรือหากท่านใด ยังไม่เคยได้ยินเรื่องราวดังกล่าวนี้มาเลย</font></span></p>

<p><span style="font-size:16px;"><font face="TH SarabunIT๙, sans-serif">ก็ขออนุญาตใช้พื้นที่ตรงนี้ ได้นำเสนอให้ทุกท่านได้รับชมรับฟังกันพอชื่นอกชื่นใจ</font></span></p>

<p><span style="font-size:16px;"><font face="TH SarabunIT๙, sans-serif">มานี่ๆ ข่อยสิเว้าให้ฟัง!!!</font></span></p>

<p><span style="font-size:16px;"><font face="TH SarabunIT๙, sans-serif">ครับ สำหรับเรื่องราวเกี่ยวกับ เทวาสุรสงคราม ดังกล่าวนั้น</font></span></p>

<p><span style="font-size:16px;"><font face="TH SarabunIT๙, sans-serif">มีปรากฏอยู่ทั้งในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู เช่น&nbsp;ในคัมภีร์มหาภารตะ และคัมภีร์ปุราณะต่างๆ </font></span><span style="font-size:16px;"><font face="TH SarabunIT๙, sans-serif">ซึ่งเล่าถึงสงครามและการกวนน้ำอมฤตระหว่างเทวดากับอสูรเพื่อแย่งชิง ความเป็นใหญ่ และในพระพุทธศาสนา ก็ปรากฏในพระไตรปิฎก (เช่น ธชัคคสูตร) และอรรถกถา โดยกล่าวถึงสงครามระหว่างเทวดาชั้นดาวดึงส์กับพวกอสูร บริเวณเชิงเขาพระสุเมรุและภพของอสูร เป็นต้น</font></span></p>

<p><span style="font-size:16px;"><font face="TH SarabunIT๙, sans-serif">เอ้า! แล้วเกี่ยวอะไรกับหัวข้อที่จะกล่าวในวันนี้</font></span></p>

<p><span style="font-size:16px;"><font face="TH SarabunIT๙, sans-serif">เกี่ยวสิครับ! เกี่ยวมากซะด้วย</font></span></p>

<p><span style="font-size:16px;"><font face="TH SarabunIT๙, sans-serif">อ่ะๆ เกี่ยวไม่เกี่ยวอย่างไร ก็ว่าไป อย่ามัวแต่ชักช้า โอ้เอ้วิหารรายอยู่นั่น</font></span></p>

<p><span style="font-size:16px;"><font face="TH SarabunIT๙, sans-serif">คร้าบผม..</font></span></p>

<p><span style="font-size:16px;"><font face="TH SarabunIT๙, sans-serif">เรื่องราวต่อไปนี้ สะท้อนให้เห็นถึงสภาวะของชีวิตที่มีทั้งความหวาดกลัว ความไม่มั่นคง และความต้องการ&nbsp; &ldquo;ที่พึ่ง&rdquo; เมื่อเผชิญกับภัยอันตราย</font></span></p>

<p><span style="font-size:16px;"><font face="TH SarabunIT๙, sans-serif">ซึ่งนั่นคือ ที่มาอย่างหนึ่งของการสร้าง &ldquo;วัตถุมงคล&rdquo; บางพิมพ์นั่นล่ะครับ</font></span></p>

<p><span style="font-size:16px;"><font face="TH SarabunIT๙, sans-serif">เรื่องของเรื่องก็มีอยู่ว่า&nbsp;</font></span></p>

<p><span style="font-size:16px;"><font face="TH SarabunIT๙, sans-serif">ในคราวที่เหล่าเทวดาต้องทำสงครามกับพวกอสูร&nbsp;</font></span></p>

<p><span style="font-size:16px;"><font face="TH SarabunIT๙, sans-serif">แน่นอนว่า การทำสงครามนั้น ไม่ได้รบแพ้ชนะกันในครั้งเดียว</font></span></p>

<p><span style="font-size:16px;"><font face="TH SarabunIT๙, sans-serif">บางครั้ง เหล่าเทวดา ก็เป็นฝ่ายมีชัย เหนือเหล่าอสูร</font></span></p>

<p><span style="font-size:16px;"><font face="TH SarabunIT๙, sans-serif">แต่บางคราว เหล่าอสูร ก็เป็นฝ่ายไล่ถลุงเอาชนะ เหล่าเทวดา เช่นกัน</font></span></p>

<p><span style="font-size:16px;"><font face="TH SarabunIT๙, sans-serif">เมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง มีชัยชนะ เหนือกว่าอีกฝ่าย</font></span></p>

<p><span style="font-size:16px;"><font face="TH SarabunIT๙, sans-serif">ฝ่ายนั้นๆ ก็ฮึกเหิม ไล่ถลุง ไล่ต้อน อีกฝ่ายให้แตกพ่ายกระเจิงไปคนละทิศละทางไม่มีชิ้นดี</font></span></p>

<p><span style="font-size:16px;"><font face="TH SarabunIT๙, sans-serif">เมื่อเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำ นั่นก็หมายถึงชีวิตเลยทีเดียว</font></span></p>

<p><span style="font-size:16px;"><font face="TH SarabunIT๙, sans-serif">เป็นเทวดาก็ยังกลัวตายอีกรึ?</font></span></p>

<p><span style="font-size:16px;"><font face="TH SarabunIT๙, sans-serif">กลัวสิครับ เพราะเทวดานั้น ยังอยู่ในชั้นฉกามาพจร อ่านว่า ฉะ - กา - มา - พะ - จอน ซึ่งก็คือท่านก็ยังเสพกามอยู่นั่นเอง แต่จะเสพแบบไหนลักษณะใด ก็ขอเชิญค้นคว้าหาความสำราญได้จากพระสูตรต่างๆ ครับ</font></span></p>

<p><span style="font-size:16px;"><font face="TH SarabunIT๙, sans-serif">ทีนี้ก็มาเข้าเรื่องกันต่อ! ว่า..</font></span></p>

<p><span style="font-size:16px;"><font face="TH SarabunIT๙, sans-serif">เมื่อต้องตกเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำ ก็ย่อมเกิดความหวาดกลัว ขวัญหนีดีฝ่อ เกิดความกลัว ความสะดุ้ง ขนพองสยองเกล้า วืบวาบๆ เลยทีเดียว</font></span></p>

<p><span style="font-size:16px;"><font face="TH SarabunIT๙, sans-serif">เหล่าเทวดาทั้งหลาย จึงต้องพากันไปเฝ้าจอมทัพ คือ</font></span></p>

<p><span style="font-size:16px;"><font face="TH SarabunIT๙, sans-serif">ท้าวสักกะเทวราช หรือพระอินทร์ ผู้เป็นจอมเทพแห่งสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ นั่นเอง</font></span></p>

<p><span style="font-size:16px;"><font face="TH SarabunIT๙, sans-serif">ท้าวสักกะเทวราช ก็ทรงทราบความวิตกของเหล่าเทวดาเป็นอย่างดี</font></span></p>

<p><span style="font-size:16px;"><font face="TH SarabunIT๙, sans-serif">จึงทรงพระราชทาน ธงเกตุ หรือธงแห่งชัยชนะ เป็นเครื่องหมายสำคัญ&nbsp;</font></span></p>

<p><span style="font-size:16px;"><font face="TH SarabunIT๙, sans-serif">กล่าวคือ เมื่อเหล่าเทวดา ได้มองเห็นธงของท้าวสักกะแล้ว&nbsp;</font></span></p>

<p><span style="font-size:16px;"><font face="TH SarabunIT๙, sans-serif">ย่อมเกิดความมั่นใจและคลายความหวาดกลัว เสมือนว่าองค์จอมเทพยังอยู่เป็นหลักเป็นประธาน&nbsp;</font></span></p>

<p><span style="font-size:16px;"><font face="TH SarabunIT๙, sans-serif">และเป็นที่พึ่งของเหล่าเทวดา</font></span></p>

<p><span style="font-size:16px;"><font face="TH SarabunIT๙, sans-serif">เรื่องนี้ ปรากฏอยู่ใน &ldquo;ธชัคคสูตร&rdquo; ในพระสุตตันตปิฎก&nbsp;</font></span></p>

<p><span style="font-size:16px;"><font face="TH SarabunIT๙, sans-serif">ด้วยคติดังกล่าวนี้ ได้กลายมาเป็นขัตติยะโบราณราชประเพณีของพระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์</font></span></p>

<p><span style="font-size:16px;"><font face="TH SarabunIT๙, sans-serif">ที่ได้ทรงพระราชทานธงชัยเฉลิมพลให้แก่กองพันทหาร ประจำเหล่าต่างๆ ในพระราชอาณาจักร</font></span></p>

<p><span style="font-size:16px;"><font face="TH SarabunIT๙, sans-serif">และพระพุทธรูป หนึ่งในสิ่งศักดิ์สิทธิ 3 อย่าง ที่ประดิษฐานอยู่บนชั้นบนสุดแห่งธงชัยเฉลิมพลนั้น&nbsp;</font></span></p>

<p><span style="font-size:16px;"><font face="TH SarabunIT๙, sans-serif">ก็นับว่าเป็นวัตถุมงคลประเภทพิมพ์นิยมที่เราท่านทั้งหลายรู้จักกัน ในนาม &ldquo;พระยอดธง&rdquo; นั่นเอง</font></span></p>

<p><span style="font-size:16px;"><font face="TH SarabunIT๙, sans-serif">เอ้า! แล้วมาเกี่ยวกับพระกับเจ้าอย่างไร?</font></span></p>

<p><span style="font-size:16px;"><font face="TH SarabunIT๙, sans-serif">เกี่ยวกับวัตถุมงคลอย่างไร?</font></span></p>

<p><span style="font-size:16px;"><font face="TH SarabunIT๙, sans-serif">อย่างนี้ครับ</font></span></p>

<p><span style="font-size:16px;"><font face="TH SarabunIT๙, sans-serif">ธรรมชาติของมนุษย์ เมื่อประสบกับความทุกข์ ความกลัว หรือภัยอันตราย&nbsp;</font></span></p>

<p><span style="font-size:16px;"><font face="TH SarabunIT๙, sans-serif">ย่อมต้องการสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ</font></span></p>

<p><span style="font-size:16px;"><font face="TH SarabunIT๙, sans-serif">บางคน ยึดถือทรัพย์สินเงินทอง</font></span></p>

<p><span style="font-size:16px;"><font face="TH SarabunIT๙, sans-serif">บางคน ยึดถืออำนาจและตำแหน่ง</font></span></p>

<p><span style="font-size:16px;"><font face="TH SarabunIT๙, sans-serif">บางคน ยึดถือบุคคลผู้เป็นที่รัก</font></span></p>

<p><span style="font-size:16px;"><font face="TH SarabunIT๙, sans-serif">บางคน ยึดถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์</font></span></p>

<p><span style="font-size:16px;"><font face="TH SarabunIT๙, sans-serif">ไม่เว้น แม้กระทั่งพระสงฆ์องคเจ้า เมื่อครั้งพุทธกาล</font></span></p>

<p><span style="font-size:16px;"><font face="TH SarabunIT๙, sans-serif">เรื่องนี้ก็คือว่า เมื่อพระสงฆ์ ที่เพิ่งเป็นผู้เข้ามาใหม่ในพระศาสนา</font></span></p>

<p><span style="font-size:16px;"><font face="TH SarabunIT๙, sans-serif">ยังเป็นเพียงปุถุชน และยังต้องฝึกตนในพระธรรมวินัยอยู่เสมอ</font></span></p>

<p><span style="font-size:16px;"><font face="TH SarabunIT๙, sans-serif">แน่นอนว่า เมื่อท่านยังเป็นปุถุชน เหมือนคนธรรมดาในทางกาม กิเลส ตัณหา</font></span></p>

<p><span style="font-size:16px;"><font face="TH SarabunIT๙, sans-serif">พอหลีกเร้นไปปฏิบัติธรรมในที่สงบสงัด</font></span></p>

<p><span style="font-size:16px;"><font face="TH SarabunIT๙, sans-serif">ในป่ารกชัฏบ้าง ในป่าช้าบ้าง</font></span></p>

<p><span style="font-size:16px;"><font face="TH SarabunIT๙, sans-serif">ย่อมมีความหวาดกลัวเกิดขึ้นในใจเป็นธรรมดา</font></span></p>

<p><span style="font-size:16px;"><font face="TH SarabunIT๙, sans-serif">กลัวอะไร?&nbsp;</font></span></p>

<p><span style="font-size:16px;"><font face="TH SarabunIT๙, sans-serif">ก็กลัวผีนะสิ!</font></span></p>

<p><span style="font-size:16px;"><font face="TH SarabunIT๙, sans-serif">อ้าว! เป็นพระก็ยังกลัวผีอีกรึ!</font></span></p>

<p><span style="font-size:16px;"><font face="TH SarabunIT๙, sans-serif">ก็บอกแล้วไง ก็ท่านยังเป็นกัลยาณปุถุชนอยู่นี่นา</font></span></p>

<p><span style="font-size:16px;"><font face="TH SarabunIT๙, sans-serif">อ๊ะๆ ว่าไป ขี้เกียจขัดจังหวะ</font></span></p>

<p><span style="font-size:16px;"><font face="TH SarabunIT๙, sans-serif">ครับ เมื่อพระสงฆ์ เกิดความหวาดหวั่นพรั่นพรึงอย่างนั้นบ้าง</font></span></p>

<p><span style="font-size:16px;"><font face="TH SarabunIT๙, sans-serif">จึงได้เข้าเฝ้าพระบรมศาสดา ผู้เป็นจอมแห่งธรรมทั้งปวง</font></span></p>

<p><span style="font-size:16px;"><font face="TH SarabunIT๙, sans-serif">พระพุทธองค์ จึงได้ตรัสสอนภิกษุทั้งหลายว่า</font></span></p>

<p><span style="font-size:16px;"><font face="TH SarabunIT๙, sans-serif">&ldquo;ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในเวลาที่พวกเธอปฏิบัติธรรมอยู่ในป่า โคนไม้ ในสถานที่สงบสงัด หรือจะเป็นที่ใดก็ตาม&nbsp;</font></span></p>

<p><span style="font-size:16px;"><font face="TH SarabunIT๙, sans-serif">หากเกิดความกลัว ความสะดุ้ง ขนพองสยองเกล้าขึ้นมา&nbsp;</font></span></p>

<p><span style="font-size:16px;"><font face="TH SarabunIT๙, sans-serif">ขอให้พวกเธอระลึกถึงเราตถาคตเถิด&nbsp;</font></span></p>

<p><span style="font-size:16px;"><font face="TH SarabunIT๙, sans-serif">เมื่อพวกเธอระลึกถึงแล้ว อาการเช่นว่านั้นจักหายไป&nbsp;</font></span></p>

<p><span style="font-size:16px;"><font face="TH SarabunIT๙, sans-serif">หรือมิเช่นนั้น ก็พึงระลึกถึงคุณแห่งพระธรรม หรือคุณแห่งพระอริยสงฆ์เถิด&nbsp;</font></span></p>

<p><span style="font-size:16px;"><font face="TH SarabunIT๙, sans-serif">ความกลัว ความสะดุ้ง ก็จะหายไปได้อย่างแน่นอน&nbsp;</font></span></p>

<p><span style="font-size:16px;"><font face="TH SarabunIT๙, sans-serif">เพราะเหตุว่า ตถาคตและพระอรหันตสาวกทั้งหลาย เป็นผู้หมดสิ้นสรรพกิเลสาสวะแล้ว&nbsp;</font></span></p>

<p><span style="font-size:16px;"><font face="TH SarabunIT๙, sans-serif">หมดความกลัว หมดความหวาดสะดุ้ง และเป็นผู้ไม่ต้องหนีภัยใดๆ อีกต่อไปแล้ว&rdquo;</font></span></p>

<p><span style="font-size:16px;"><font face="TH SarabunIT๙, sans-serif">จึงอาจสรุปได้ง่ายๆว่า พระพุทธองค์ได้ทรงประทานธงแห่งชัยชนะ สู่ที่พึ่งอันประเสริฐในพระพุทธศาสนา&rdquo;</font></span></p>

<p><span style="font-size:16px;"><font face="TH SarabunIT๙, sans-serif">ให้แก่ภิกษุทั้งหลาย นั่นคือ ให้ระลึกถึงคุณแห่ง พระรัตนตรัย เป็นสรณะ คือ</font></span></p>

<p><span style="font-size:16px;"><font face="TH SarabunIT๙, sans-serif">ยึดเอาคุณแห่งพระพุทธเจ้า เป็นที่พึ่ง</font></span></p>

<p><span style="font-size:16px;"><font face="TH SarabunIT๙, sans-serif">ยึดเอาคุณพระธรรม เป็นที่พึ่ง</font></span></p>

<p><span style="font-size:16px;"><font face="TH SarabunIT๙, sans-serif">ยึดเอาคุณพระอริยสงฆ์ เป็นที่พึ่ง นั่นเอง</font></span></p>

<p><span style="font-size:16px;"><font face="TH SarabunIT๙, sans-serif">นัยยะสำคัญดังกล่าวนี้ จึงเป็นคตินิยมที่เกจิอาจารย์ทั้งหลาย ทั้งในอดีตจนถึงปัจจุบัน</font></span></p>

<p><span style="font-size:16px;"><font face="TH SarabunIT๙, sans-serif">ได้จัดสร้างวัตถุมงคลขึ้น เพื่อระลึกถึงคุณแห่งพระรัตนตรัยดังกล่าวนี้</font></span></p>

<p><span style="font-size:16px;"><font face="TH SarabunIT๙, sans-serif">อย่างไรก็ดี ที่พึ่งจากวัตถุมงคลเหล่านี้ ก็เป็นเพียงที่พึ่งที่ไม่ใช่จุดมุ่งหมายสูงสุดในศาสนา</font></span></p>

<p><span style="font-size:16px;"><font face="TH SarabunIT๙, sans-serif">เพราะในท้ายที่สุดแล้ว ทุกสรรพสิ่ง ย่อมอยู่ภายใต้หลักการอันสำคัญที่พระพุทธองค์ทรงแสดงไว้นั้นคือ</font></span></p>

<p><span style="font-size:16px;"><font face="TH SarabunIT๙, sans-serif">กฎแห่งไตรลักษณ์ คือ ทุกอย่างล้วนเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา</font></span></p>

<p><span style="font-size:16px;"><font face="TH SarabunIT๙, sans-serif">ส่วนธงแห่งชัยชนะที่แท้จริง ที่พระพุทธองค์มุ่งเผยแผ่พระศาสนาลงในจิตใจของมนุษย์นั้น ก็คือ</font></span></p>

<p><span style="font-size:16px;"><font face="TH SarabunIT๙, sans-serif">&ldquo;ธงแห่งการพ้นทุกข์ในสังสารวัฏนั่นเอง&rdquo;</font></span></p>

<p><span style="font-size:16px;"><font face="TH SarabunIT๙, sans-serif">มาเถิด เหล่าพี่น้องชาวพุทธทั้งหลาย</font></span></p>

<p><span style="font-size:16px;"><font face="TH SarabunIT๙, sans-serif">เราจงมาร่วมใจ ชักธงแห่งชัยชนะตามทางแห่งพระบรมศาสดากันเถิด</font></span></p>

<p><span style="font-size:16px;"><font face="TH SarabunIT๙, sans-serif">&ldquo;พุทธัง สรณัง คัจฉามิ</font></span></p>

<p><span style="font-size:16px;"><font face="TH SarabunIT๙, sans-serif">&nbsp;ธัมมัง สรณัง คัจฉามิ</font></span></p>

<p><span style="font-size:16px;"><font face="TH SarabunIT๙, sans-serif">&nbsp;สังฆัง สรณัง คัจฉามิ&rdquo;</font></span></p>

<p><span style="font-size:16px;"><font face="TH SarabunIT๙, sans-serif">วันนี้ ขออนุญาตยุติไว้ แต่เพียงเท่านี้ ขอบพระคุณที่ติดตามครับ</font></span></p>

<p><span style="font-size:16px;"><font face="TH SarabunIT๙, sans-serif">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;สภา ศรีคำเวียง</font></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://mkm.onab.go.th/th/file/get/file/2026091642657d756ea886c298181b3a53bb6334150044.jpg' type='image/jpg' length='230073' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[มงคลข้อที่ ๑๖ ธัมมจริยากถา ว่าด้วยประพฤติธรรม]]></title>
<link>https://mkm.onab.go.th/th/content/category/detail/id/12/iid/131808</link>
<guid isPermaLink="false">91df16a821825f0baeb88ae5eaf78f62</guid>
<pubDate>Mon, 31 Aug 2026 16:03:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>สวัสดีครับ วันนี้มาว่ากันเรื่องมงคลที่ ๑๖ ว่าด้วยธัมมจริยากถา หรือการประพฤติธรรม นั่นเอง<br />
พระอรรถกถาจารย์ กล่าวไว้ในอรรถกถาแห่งมงคลสูตรนี้ว่า&nbsp;<br />
การประพฤติกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ ชื่อว่าธรรมจริยา&nbsp;<br />
&nbsp;ได้แก่ การเว้นจากความชั่วและทำความดี ๓&nbsp;ทาง<br />
&nbsp; - ทางกาย : ไม่ฆ่าสัตว์, ไม่ลักทรัพย์, ไม่ประพฤติผิดในกาม<br />
&nbsp; - ทางวาจา : ไม่พูดโกหก, ไม่พูดคำหยาบ, ไม่พูดส่อเสียด, ไม่พูดเพ้อเจ้อ<br />
&nbsp; - ทางใจ : ไม่โลภอยากได้ของผู้อื่น, ไม่คิดร้ายอาฆาต, มีความเห็นถูกต้องตามจริง&nbsp;<br />
อีกประการหนึ่ง ตามนัยแห่งสาเลยยกสูตร ท่านยังอธิบายอีกว่า&nbsp;<br />
&quot;ความประพฤติธรรม คือ กระทําตามธรรม&quot; หรือ การปฏิบัติหน้าที่อย่างถูกต้อง ได้แก่<br />
การทำหน้าที่ของตนเอง (เช่น พ่อแม่ ลูก พนักงาน หรือประชาชน) ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต และรับผิดชอบ&nbsp;<br />
ไม่เอาเปรียบผู้อื่น<br />
&nbsp; &nbsp; สรุปตามนัยแห่งความหมายทั้งสองก็คือว่า การประพฤติธรรม ได้แก่<br />
การประพฤติเป็นธรรม หรือ การประพฤติตามธรรม นั่นแล<br />
พระธรรมโกศาจารย์ (เงื่อม อินฺทปญฺโญ) หรือท่านพุทธทาสภิกขุ&nbsp;<br />
นักปราชญ์แห่งพระพุทธศาสนา<br />
และผู้ก่อตั้งสวนโมกขพลาราม จังหวัดสุราษฎร์ธานี&nbsp;<br />
ซึ่งได้รับการยกย่องจาก UNESCO ให้เป็นบุคคลสำคัญของโลก<br />
ในด้านการส่งเสริมสันติภาพและความเข้าใจอันดีระหว่างศาสนา<br />
ได้สอนหลักของธรรมะกับธรรมชาติ ไว้ว่า<br />
๑. ธรรมะและธรรมชาติคือสิ่งเดียวกัน ไม่มีอะไรแยกขาดจากกัน<br />
๒. ทุกสิ่งมีความจริง มีเหตุมีผล และมีความเป็นไปตามกฎเกณฑ์แห่งธรรมชาติ&nbsp;<br />
เช่น การเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป<br />
๓. การเข้าใจธรรมชาติของกายและใจ ทำให้มนุษย์ไม่ทำลายธรรมชาติ และไม่ใช้ชีวิตฝืนธรรมชาติ&nbsp;<br />
ซึ่งช่วยให้พ้นจากความทุกข์&nbsp;<br />
ด้วยเหตุนั้น&nbsp;<br />
การประพฤติธรรมนั้น พระพุทธองค์จึงตรัสว่า &#39;เป็นมงคลอย่างสูงสุด&rdquo;&nbsp;<br />
เพราะเป็นเหตุแห่งอิฏฐผล (ผลที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ น่าชื่นชม) มีความเกิดในสวรรค์เป็นต้น</p>

<p>ยิ่งกว่านั้น พระอรรถกถาจารย์ ท่านกล่าวไว้ในอรรถกถาปฐมปัณณาสก์ ขันธกวรรค ว่า<br />
พระพุทธองค์ ตรัสว่า ธรรมจริยา หรือ การประพฤติธรรมนั้น&nbsp;<br />
นอกจากจะยังเป็นเหตุนำมาซึ่งอิฏฐผล (ผลที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ น่าชื่นชม)<br />
มีความเกิดในสวรรค์เป็นต้น ตามนัยแห่งสาเลยยกสูตร แล้ว<br />
ยังเป็นอุปนิสัย (การกระทำ ทางกายวาจ และใจ ที่ได้รับการฝึกฝน สั่งสม หรือปฏิบัติซ้ำๆ มาเป็นเวลานาน)<br />
ให้สัตว์ (ในทางพุทธศาสนา พระพุทธองค์ตรัสคำนี้ ทรงหมายถึง สัตว์โลก &quot;ผู้ยังติดอยู่ หรือผู้ยังมีความข้องอยู่&quot;)<br />
บรรลุพระอรหัตได้&nbsp;<br />
มาถึงตรงนี้ จึงสรุปได้ตามนัยแห่งทั้งสองพระสูตร ได้ว่า&nbsp;<br />
อุปนิสัย ที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ ๓&nbsp;อย่าง คือ&nbsp;<br />
๑. ทานูปนิสัย (อุปนิสัยแห่งทาน)&nbsp;<br />
๒. สีลูปนิสัย (อุปนิสัยแห่งศีล) และ&nbsp;<br />
๓. ภาวนูปนิสัย (อุปนิสัยแห่งภาวนา)<br />
อุปนิสัยในข้อที่ ๑&nbsp;และ ๒&nbsp;นั้น เป็นอุปนิสัยเพียงยังสัตว์ให้เข้าถึงโลกสวรรค์และบรรลุได้เพียง มรรค ๓&nbsp;ผล ๓&nbsp;เท่านั้น คือ<br />
๑. โสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผล<br />
๒. สกทาคามิมรรค สกทาคามิผล<br />
๓. อนาคามิมรรค อนาคามิผล<br />
ส่วนภาวนูปนิสัย ในข้อที่ ๓&nbsp;ย่อมยังสัตว์ให้บรรลุพระอรหัตได้<br />
ในข้อนี้ มีเรื่องพระมิลกเถระ เป็นอุทาหรณ์<br />
กิร ได้ยินว่า ในสมัยคฤหัสถ์ พระมิลกเถระนั้น เป็น นายพราน&nbsp;<br />
เลี้ยงชีพด้วยการทำปาณาติบาต (ฆ่าสัตว์)&nbsp;<br />
เขาทำบาปไว้มากมาย&nbsp;<br />
อาชีพถนัดคือดักบ่วงไว้ร้อยแห่ง และทำเครื่องดักสัตว์ (ฟ้าทับเหว) ไว้อีกร้อยแห่งในป่า<br />
วันหนึ่ง หลังจากรับประทานเนื้อย่างแล้ว<br />
เกิดความหิวน้ำอย่างมาก&nbsp;<br />
จึงเดินไปเปิดหม้อน้ำที่ตั้งอยู่ใกล้กับพระเถระรูปหนึ่งผู้กำลังเดินจงกรมอยู่&nbsp;<br />
แต่ในหม้อกลับไม่มีน้ำเหลืออยู่แม้แต่น้อย<br />
จึงพูดด้วยความโมโหทำนองว่า&nbsp;<br />
เป็นพระฉันแล้วก็มัวแต่เอน เพลแล้วก็มัวแต่นอนอยู่ได้เนาะ<br />
ไม่รู้จักตักน้ำ ตักท่า มาใส่ม่ง ใส่หม้อ ไว้เลย<br />
เอ้า! ว่าไปนู่น<br />
พระเถระฟังแล้ว ก็นึกฉงนอยู่ไม่น้อย&nbsp;<br />
เอ๊!! น้ำก็มีเต็มหม้ออยู่ (นี่หว่า) ไหง! มาพูดแบบนี้ (ฟะ)<br />
แต่ท่านก็เป็นพระ ที่เปี่ยมไปด้วยเมตตา&nbsp;<br />
ท่านจึงได้เดินไปตักน้ำด้วยสังข์สำหรับตักน้ำ ให้นายพราน ได้ดื่มกิน<br />
อึ้ก อึ้ก อึ้กๆๆๆๆๆๆๆๆ<br />
ด้วยความหิวจนหูตาลาย นายพราน ได้ดื่มน้ำไปทั้งสิ้นถึง ๓๒&nbsp;สังข์ เลยทีเดียว<br />
พออิ่มแล้ว ก็มานึกได้ว่า&nbsp;<br />
เออ...อาจจะเป็นเพราะกรรมมาบังตา<br />
ทำให้เห็นน้ำที่เต็มหม้ออยู่ เป็นประดุจว่า กระเบื้องร้อน&nbsp;<br />
ในที่สุด ก็เกิดความสลดสังเวชในตัวเอง จึงขอบรรพชากับพระเถระรูปนั้น<br />
แต่แล้ว..พอท่านบวชและเริ่มทำสมณธรรมอยู่<br />
ร่างกายของท่าน ก็เกิดร้อน วูบวาบๆ ขึ้นมา<br />
เพราะเมื่อหลับตาลงครั้งใด<br />
ก็เห็นแต่สถานที่เคยฆ่าเนื้อและสุกร และที่ๆ เคยดักบ่วงและฟ้าทับเหวทั้งหลาย</p>

<p>ไม่เป็นอันกินอันนอน และบำเพ็ญสมณธรรม ไม่ได้เลย<br />
นานวันเข้า ก็ชักไม่ไหว&nbsp;จึงได้เข้าไปลาสิกขากับพระเถระ<br />
บอก ผมไม่ไหวแล้ว<br />
พระเถระ ก็ออกอุบายว่า<br />
ให้ไปตัดไม้เดื่อสดๆ มาก่อกองไฟนะ<br />
ก็แน่ล่ะ ไม้สดที่ไหนจะก่อกองไฟให้ลุกไหม้ได้&nbsp;<br />
เธอบอกว่า ไม่ไหม้เลยอาจารย์&nbsp;<br />
ผมอยากให้มันไหม้ๆ แต่มันไม่ไหม้ให้ผมเลย<br />
จริงๆ แล้ว มันเป็นแผนครับ<br />
แผนที่จะทำให้เขาเกิดความสลดสังเวชใจ<br />
เพราะจากนั้น พระเถระก็กวักมือเรียกมาหา<br />
มานี่ มาใกล้ๆ มา!<br />
ว่าแล้ว พระเถระก็แสดงฤทธิ์ ฉีกแผ่นดินให้แยกออกเป็นสองซีก<br />
แล้วก็เนรมิตดวงไฟดวงหนึ่ง<br />
มีขนาดเล็กๆ เท่าแสงของหิ่งห้อย<br />
ฟิ้ว!!!! ไฟนั้น ไม่ใช่ไฟธรรมดา&nbsp;<br />
แต่เป็นเปลวไฟ จากขุมนรกอเวจี<br />
ทันทีที่แสงไฟดวงน้อยดวงนั้น<br />
ลอยเข้าไปในกองไม้ที่เขาบอกว่า จุดยังไงก็จุดไม่ติด<br />
ฟรึ่บ!!! กองไม้ใหญ่กองนั้น<br />
ก็หายวับไปเพียงชั่วขณะเหมือนเผาใบไม้แห้ง เลยทีเดียว</p>

<p>สามเณรเกิดความสลดสังเวชและเกรงกลัวต่อภัยในนรกอย่างจับใจ<br />
จึงได้ตัดสินใจมุ่งมั่นปรารภความเพียรอย่างหนัก<br />
เพื่อเอาชนะความง่วงและความเกียจคร้าน<br />
ด้วยการนำฟางที่ชุ่มน้ำมาวางเทินไว้บนศีรษะขณะเดินจงกรม<br />
และนั่งหย่อนเท้าทั้งสองลงไปแช่ในสระน้ำ&nbsp;<br />
เพื่อให้ความเย็นช่วยตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา<br />
ท่านตั้งใจปรารภความเพียรทำกรรมฐานอย่างไม่ลดละ<br />
ประกอบกับได้ฟังคติธรรมคำสอนของพระเถระอยู่เนืองๆว่า&nbsp;<br />
&ldquo;อุฏฺฐานวโต สติมโต&nbsp;<br />
สุจิกมฺมสฺส&nbsp; นิสมฺมการิโน<br />
สญฺญตสฺส จ ธมฺมชีวิโน&nbsp;<br />
อปฺปมตฺตสฺส ยโสภิวฑฺฒตีติฯ<br />
&quot;ยศย่อมเจริญแก่บุคคลผู้มี ความหมั่น มีสติ&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
&nbsp;มีการงานสะอาด มีปกติใคร่ครวญก่อนแล้วจึงทํา<br />
&nbsp;สํารวมแล้ว เป็นอยู่โดยธรรมและไม่ประมาท&quot; ดังนี้<br />
เธอได้น้อมคาถานั้นทั้ง ๔ บาทมาในตนนั่นแล<br />
&nbsp;พิจารณาแล้วขณะยืนอยู่ในย่างก้าวนั้นเอง&nbsp;<br />
ก็ตัดสังโยชน์ธรรมอันเป็นส่วนเบื้องต่ำทั้ง ๕ เสียได้แล้ว&nbsp;<br />
ยังมรรคและผลทั้ง ๓ ให้บังเกิดขึ้น.<br />
คือบรรลุเป็น พระอนาคามี (บรรลุอริยผลขั้นที่ ๓) ได้สำเร็จในขณะนั้นนั่นแล<br />
เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้ก่อน ขอบพระคุณที่ติดตามครับ</p>

<p>สภา&nbsp; ศรีคำเวียง</p>
]]></description>
<enclosure url='https://mkm.onab.go.th/th/file/get/file/20260831c26998351fe81129892d325534791683160453.jpg' type='image/jpg' length='138472' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[มงคลข้อที่ ๑๕ กถาว่าด้วยทาน]]></title>
<link>https://mkm.onab.go.th/th/content/category/detail/id/12/iid/131570</link>
<guid isPermaLink="false">90d0ff492ce4f1aa3cd4b51d3083ba9e</guid>
<pubDate>Wed, 26 Aug 2026 16:14:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>สวัสดีครับ เรามาถึงพระคาถาที่ ๕ กันแล้ว<br />
ซึ่งในพระคาถาที่ ๕ นี้มีทั้งสิ้น ๔ กถา ได้แก่&nbsp;<br />
ทานกถา&nbsp;<br />
ธรรมจริยกถา&nbsp;<br />
ญาตกสังคหกถา และ&nbsp;<br />
อนวัชชกัมมกถา<br />
วันนี้ จึงขออนุญาตเริ่มกถาที่ ๑ แต่นับเป็นมงคลข้อที่ ๑๕&nbsp;คือ<br />
ทานกถา หรือ กถาว่าด้วยทาน<br />
ทานนั้น ท่านจำแนกออกเป็น ๓ อย่าง ได้แก่<br />
๑. จาคเจตนา วินิจฉัยว่า บุคคลย่อมให้วัตถุอันควรให้ เพราะจาคเจตนา ฉะนั้น จาคเจตนา จึงชื่อว่า ทาน<br />
๒. วิรัติ เพราะอรรถว่า การตัด หรือ การทำลาย ซึ่งอกุศลจิต ชื่อว่า ทาน<br />
๓. ไทยธรรม คือวัตถุอันใด อันเขาย่อมให้ เพราะเหตุนั้น ไทยธรรมนั้น จึงชื่อว่า ทาน<br />
ดังนั้น เมื่อพิจารณาจากทั้ง ๓ คำ ดังกล่าว จึงอาจสรุปได้ว่า&nbsp;<br />
ทาน นั้น ประกอบไปด้วย ๒ ส่วนสำคัญคือ&nbsp;<br />
๑. ธรรมอันเป็นไปทางใจ ก็เรียกว่า ทาน เช่น การให้อภัยซึ่งกันและกัน&nbsp;<br />
๒. ไทยธรรม หรือ วัตถุ ๑๐&nbsp;ประการ มี อันนะ (ของเคี้ยว) และปานะ (ของดื่ม) เป็นต้น ก็เรียกว่า ทาน เช่นกัน<br />
นี่เป็นเพียงการให้ความหมายของคำว่า &ldquo;ทาน&rdquo; ในเบื้องต้นเท่านั้น<br />
เพราะทาน หรือ การให้ ในที่นี้ หมายถึง การให้ในทั่วๆไป&nbsp;<br />
ซึ่งจะมีอานิสงส์มากน้อยเพียงใดนั้น ขึ้นอยู่กับ ผู้ให้และ การให้เป็นสำคัญ<br />
แต่ในทางพระพุทธศาสนานั้น&nbsp;<br />
พระพุทธองค์ ได้ทรงแสดง ทาน ไว้โดยพิสดาร<br />
แตกต่างจาก คำว่า ทาน อื่นๆ ทั่วไป อย่างสิ้นเชิง<br />
กล่าวคือ องค์ประกอบที่จะทำให้ ทาน มีผลหรืออานิสงส์มาก นั่นเอง<br />
เอ้า!! แค่เอาให้ ก็ชื่อว่า ให้ทานแล้ว มิใช่รึ ?&nbsp;<br />
แล้วจะมามีองค์ประก่งประกอบ อะไรให้วุ่นวายอีกล่ะ?<br />
ประเดี๋ยวก่อนครับ ใจเย็นๆ&nbsp;<br />
วิเจยฺย ทานํ สุคตปฺปสตฺถํ (อ่านว่า) วิ-ไจ-ยะ&nbsp; ทา-นัง&nbsp; สุ-คะ-ตับ-ปะ-สัด-ถัง<br />
การเลือกให้ อันพระสุคตทรงสรรเสริญ<br />
เลือกให้ หมายความว่ากระไร? อยากให้ใครก็ให้ถ้าพอใจ หยั่งงั้นเหรอ<br />
ไม่ใช่ครับ<br />
การเลือกให้ ที่พระพุทธองค์ทรงแสดงไว้นี้ ก็คือ<br />
องค์ประกอบสำคัญ ที่จะทำให้ ทาน มีผลหรืออานิสงส์มาก นั่นเอง<br />
เอ้า!!! ว่ามา<br />
๑. ทายก (ผู้ให้) ก่อนให้ ต้องมีใจดี (มีเจตนาดี)<br />
๒. ทายก (ผู้ให้) ขณะกำลังให้ ย่อมทำจิตให้ผ่องใส&nbsp;<br />
๓. ทายก (ผู้ให้) ครั้นให้แล้ว ย่อมมีใจชื่นบาน<br />
อันนี้ว่าด้วยผู้ให้นะ ส่วนปฏิคาหกหรือผู้รับนั่นเล่า ต้องเป็นเช่นไร? คำตอบคือ<br />
๔. ปฏิคาหก (พระภิกษุ-สามเณร) ในพระธรรมวินัย ย่อมเป็นผู้ปราศจากราคะ<br />
&nbsp; &nbsp; หรือเป็นผู้ปฏิบัติเพื่อกำจัดราคะ&nbsp;<br />
๕. ปฏิคาหก (พระภิกษุ-สามเณร) ในพระธรรมวินัย ย่อมเป็นผู้ปราศจากโทสะ<br />
&nbsp; &nbsp; หรือเป็นผู้ปฏิบัติเพื่อกำจัดโทสะ<br />
๖. ปฏิคาหก (พระภิกษุ-สามเณร) ในพระธรรมวินัย ย่อมเป็นผู้ปราศจากโมหะ<br />
&nbsp; &nbsp; หรือเป็นผู้ปฏิบัติเพื่อกำจัดโมหะ<br />
ท่านทั้งหลาย พระพุทธองค์ตรัสว่า ทักษิณา ที่ประกอบด้วยองค์ ๖&nbsp;นี้แล<br />
มิอาจประมาณค่าแห่งบุญ แห่งกุศล ทั้งในโลกนี้และโลกหน้า มีสวรรค์ เป็นต้น มิได้เลย<br />
หมายความว่า อานิสงส์มีมากมายมหาศาล จนไม่อาจจะนับ ชั่ง ตวง วัด&nbsp;<br />
ว่า มีจำนวน มาก ถึง มากที่ เท่าไหร่ กันแน่<br />
ท่านอุปมาว่ามากมาย เหมือนกับน้ำในมหาสมุทร นั่นเอง<br />
ก็ใครล่ะ จะไปนับ ชั่ง ตวง วัด น้ำในมหาสมุทรว่ามีเท่านั้น เท่านี้ได้ง่าย จริงมะ!<br />
ทีนี้ เราคงเข้าใจกันแล้วนะครับว่า ทานที่มีผลมาก ในทรรศนะของพระพุทธศาสนานั้น เป็นอย่างไร<br />
เอาล่ะครับ&nbsp;<br />
ทีนี้ ก็มาดูตัวอย่างของบุคคลที่ให้ทานแล้วได้ผลทานมาก ตามที่ท่านกล่าวไว้ ในทานกถานี้<br />
สัก ๑&nbsp;เรื่อง คือ เรื่องนางปัญจปาปา<br />
ในที่นี้ จะขออนุญาตยกเอาสำนวน (ลอกมาทั้งดุ้น) ของท่านอาจารย์เสฐียรพงษ์ วรรณปก มาฝากก็แล้วกันนะครับ (หากินง่าย)<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นานมาแล้ว มีเด็กหญิงลูกคนจนอาศัยอยู่ในหมู่บ้านเล็กๆ นอกเมืองพาราณสี&nbsp;<br />
วันหนึ่งขณะนางขยำดินเหนียวเพื่อฉาบทาฝาเรือน&nbsp;<br />
พระปัจเจกพุทธองค์หนึ่งมายืนอุ้มบาตรสงบนิ่งอยู่หน้าบ้าน เพื่อบิณฑบาต&nbsp;<br />
เอาดินไปฉาบทาผนังถ้ำที่อยู่ของท่าน<br />
นางเห็นเช่นนั้น ก็ตีหน้ายักษ์ใส่ พูดประชดว่า &ldquo;อยากได้ดินเหรอ เอ้าเอาไป&rdquo;&nbsp;<br />
ว่าแล้วก็ โกยดินเหนียวก้อนใหญ่ โยนตุ้บ! ลงในบาตร<br />
นางตายจากชาตินั้นแล้ว มาเกิดเป็นลูกสาวคนยากจนในเมืองพาราณสี&nbsp;<br />
จนไม่จนเปล่า แถมขี้ริ้ว ขี้เหร่ จนดูไม่ได้อีก ยังไง?&nbsp;<br />
มือ เท้า ปาก จมูก ตา ของนาง<br />
พิกลพิการ น่าเกลียดจนได้สมญาว่า &ldquo;ปัญจปาปา&rdquo; (ขี้เหร่ห้าแห่งหรือมีปมด้อยห้าแห่ง)&nbsp;<br />
นี่เป็นผลของการทำหน้าเบี้ยวหน้าบูดใส่พระใส่เจ้า พระปัจเจกพุทธเสียด้วยสิ<br />
แต่!! ด้วยอานิสงส์แห่งการถวายดินเหนียวที่ขยำละเอียดแล้วแก่พระปัจเจกพุทธ&nbsp;<br />
นางขี้เหร่คนนี้ ได้มีสัมผัสอันเป็นทิพย์&nbsp;<br />
ใครได้ถูกต้องตัวนาง จะต้องซาบซ่านไปถึงทรวง&nbsp;<br />
เกิดความลุ่มหลงในสัมผัสอันนุ่มนวลนั้นทุกคน<br />
วันหนึ่ง นางกำลังเล่นซ่อนหาอยู่กับพวกเด็กๆ ชาวบ้าน&nbsp;<br />
เกิดวิ่งไปถูกตัวพระราชาเมืองพาราณสี&nbsp;<br />
ที่ปลอมตัวออกมาดูสารทุกข์สุกดิบของชาวเมืองและบังเอิญมาถึงที่นั่นพอดี&nbsp;<br />
พระเจ้าพาราณสี ถึงกับตะลึงงัน ดังต้องมนต์สะกด<br />
จนต้องตามไปขอพ่อแม่เธอทันที<br />
พ่อแม่นาง นึกว่าชาตินี้ลูกสาวคงหาสามีไม่ได้แล้ว&nbsp;<br />
พอมีหนุ่มรูปหล่อมาสู่ขอ ก็ยินดียกให้ทันที&nbsp;<br />
ดีใจยังกับถูกลอตเตอรี่ก็มิปาน<br />
ทุกคืน พระราชาก็จะปลีกพระองค์<br />
ออกมาอยู่กับนางที่กระท่อมนอกเมือง&nbsp;<br />
พอจวนสว่างก็เสด็จกลับเข้าวัง&nbsp;<br />
พ่อตาแม่ยายไม่รู้ว่าลูกเขยรูปหล่อ เป็นลูกเต้าเหล่าใคร&nbsp;<br />
ปัญจปาปาเองก็ไม่รู้&nbsp;<br />
ถามก็ไม่ยอมบอก&nbsp;<br />
บอกแต่เพียงว่าบ้านอยู่ในเมือง&nbsp;<br />
สักวันหนึ่ง เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้ว<br />
จะรับนางและพ่อแม่ไปอยู่ด้วยกัน&nbsp;<br />
ไม่ต้องเทียวไล้เทียวขื่ออย่างนี้อีกต่อไป<br />
วันหนึ่ง พ่อตาป่วยหนัก&nbsp;<br />
จะต้องกินข้าวมธุปายาสอย่างดี&nbsp;<br />
อาการป่วยจึงจะหาย&nbsp;<br />
ครอบครัวยากจนอย่างนั้นจะมีปัญญาที่ไหนซื้อข้าวมธุปายาส&nbsp;<br />
เมื่อพระราชาทรงรู้เรื่อง&nbsp;<br />
จึงรับอาสาไปเอาข้าวมธุปายาสมาให้สองหม้อ&nbsp;<br />
พ่อตากินข้าวมธุปายาสแล้วอาการป่วยก็หายขาด<br />
หายป่วยไม่ทันไร ก็โดนตำรวจจับทั้งครอบครัว<br />
ในข้อหาว่า ขโมยพระจุฑามณี (ปิ่น) ของพระราชา&nbsp;<br />
(จริงๆแล้ว เป็นอุบายของพระราชา ที่จะพานางเข้าวัง)&nbsp;<br />
นางปัญจปาปา ให้การต่อเจ้าหน้าที่ว่า&nbsp;<br />
พ่อนางไม่ได้ขโมย ปิ่นนี้สามีนางเป็นคนเอามา<br />
&ldquo;สามีเธออยู่ที่ไหน&rdquo; เจ้าหน้าที่ซัก<br />
&ldquo;ไม่รู้ เขามาอยู่กับฉันตอนกลางคืน เช้ามืดเขาก็ไป&rdquo; นางบอก&nbsp;<br />
&ldquo;แต่ถ้าฉันได้จับมือเขาแล้วฉันบอกได้&rdquo;<br />
และแล้วรายการ &ldquo;จับมือหาขโมย&rdquo; ก็เริ่มขึ้น&nbsp;<br />
พระราชารับสั่งให้เกณฑ์ชายหนุ่มชายแก่ทั่วทั้งเมืองมานั่งในม่าน&nbsp;<br />
เจาะรูพอสอดมือออกมาได้ ให้นางจับ&nbsp;<br />
นางจับมือคนแล้วคนเล่า ปฏิเสธว่าไม่ใช่สามีนาง&nbsp;<br />
(คนที่ถูกสัมผัสมือแล้วต่างก็ลุ่มหลงในสัมผัสนั้นไม่ยอมหนีไปไหน จนเจ้าหน้าที่ต้องไล่กันอลหม่าน)<br />
พระราชารับสั่งว่า &ldquo;อาจเป็นฉันก็ได้มั้ง&rdquo;&nbsp;<br />
ตรัสแล้วก็ยื่นพระหัตถ์ออกมาที่ช่องนั้น&nbsp;<br />
นางจับพระหัตถ์ได้ก็ร้องเสียงดัง&nbsp;<br />
&ldquo;จับได้แล้วๆ นี่ไง สามีฉันล่ะ&rdquo;<br />
ครับ ท้ายที่สุดนางขี้เหร่เสน่ห์แรง<br />
ก็ได้เข้ามาอยู่ในพระราชวังในตำแหน่งอัครมเหสีของพระเจ้ากรุงพาราณสี&nbsp;<br />
เรื่องยังกับนิยายแน่ะ (ก็มันนิยายจริงๆ นี่ครับ)<br />
แต่ที่มิใช่นิยายก็คือ ถ้าใครอยากหล่ออยากสวย&nbsp;<br />
เวลาทำบุญทำทานจงทำด้วยจิตใจเลื่อมใสศรัทธา&nbsp;<br />
ยิ้มแย้มแจ่มใส ทั้งก่อนให้ กำลังให้ และหลังจากให้แล้ว<br />
นี่ไม่ได้พูดเล่น มีพุทธวจนะตรัสไว้จริงๆ<br />
ที่มา : เสถียรพงษ์ วรรณปก : มติชนออนไลน์ ๑๔/๐๒/๒๐๑๘&nbsp;<br />
เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้แล&nbsp;<br />
วันนี้ ขออนุญาตยุติไว้แต่เพียงเท่านี้ก่อนนะครับ<br />
ไว้พบกันใหม่ในหัวข้อต่อไป ขอบพระคุณที่ติดตามด้วยดีตลอดมา<br />
สภา ศรีคำเวียง</p>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://mkm.onab.go.th/th/file/get/file/2026082655cbb44a6659298ff3e02ea9da2dbd4e161657.jpg' type='image/jpg' length='45355' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[มงคลข้อที่ ๑๔ กถาว่าด้วยการงานไม่อากูล]]></title>
<link>https://mkm.onab.go.th/th/content/category/detail/id/12/iid/131500</link>
<guid isPermaLink="false">031212a14e1bf4297585d24ff3ab9148</guid>
<pubDate>Tue, 25 Aug 2026 13:44:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>สวัสดีครับ วันนี้ นำกถาว่าด้วยการงานไม่อากูล มาฝากทุกท่าน&nbsp;<br />
คำว่า &ldquo;การงาน&rdquo; ในมงคลสูตรนี้&nbsp;ท่านให้ความหมายไว้ว่า&nbsp;<br />
&quot;การงาน คืออุบายเครื่องเลี้ยงชีวิต&nbsp;<br />
มีกสิกรรม (ทำการเกษตร)&nbsp;<br />
โครักขกรรม (เลี้ยงและรักษาโค)&nbsp;<br />
และพาณิชกรรม (การค้าขาย) เป็นต้น&nbsp;<br />
ส่วนคำว่า &ldquo;อากูล&rdquo; แปลว่า คั่งค้าง, ไม่เรียบร้อย<br />
ดังนั้น ผู้ใดก็ตาม&nbsp;หากทำงานทั้งหลาย ที่เว้นจากความอากูล คือ<br />
ทำงานด้วยความเป็น ผู้รู้จักกาล&nbsp;<br />
เป็นผู้ทําสมควร เป็นผู้ไม่เกียจคร้าน&nbsp;<br />
ความถึงพร้อมด้วยความเพียรคือความหมั่น&nbsp;<br />
และงานที่ทำนั้น ก็ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความเสื่อมเสียแล้วไซร้&nbsp;<br />
ผู้เช่นนี้ ย่อมประสพทรัพย์ คือ มีแต่รวย รวย รวย&nbsp;<br />
รวยไม่ไหวแล้ว!!!!!! นั่นแล<br />
ดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาใน สังยุตตนิกาย สคาถวรรคว่า<br />
ปฏิรูปการี ธุรวา อุฏฺฐาตา วินฺทเต ธนํ.<br />
คนมีธุระ หมั่นทำการงานให้เหมาะเจาะ ย่อมหาทรัพย์ได้.<br />
แต่ก็อย่างว่าล่ะครับ เส้นทางของคนเรา ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเสมอไป<br />
บางครั้ง กว่าจะประสบความสำเร็จในเส้นทางการเงินการงานได้<br />
ต้องฟันฝ่าปัญหาอุปสรรคมากมายนานัปการ&nbsp;<br />
นี่ล่ะ!!! คำว่า ปัญหาอุปสรรคนี่แหละ คือตัวการสำคัญ<br />
ที่ทำให้คนเรา รวย รวย รวยไม่ได้เลย!!!<br />
นั่นคือ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ๑. ทำงานไม่ถูกกาล ยังไม่ถึงเวลาทำก็ใจร้อนด่วนไปทำ แต่พอถึงเวลาควรทำกลับไม่ทำ เช่น ตอนแดดออกมัวไปถูบ้าน พอฝนตกกลับไปซักเสื้อผ้าตากเท่าไหร่ก็ไม่แห้ง หรือตอนเด็กไม่ยอมเรียนหนังสือ เที่ยวสำมะเลเทเมา พอแก่เฒ่าจะมาเรียนก็เรียนไม่ไหวแล้ว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;๒. ทำงานไม่ถูกวิธี ทำผิดขั้นตอน ผิดลำดับ เช่น จะทำความสะอาดบ้าน&nbsp; ก็ไปกวาดพื้นก่อนแล้วกวาดเพดานทีหลัง&nbsp; ฝุ่นผงต่างๆ ก็ตกลงมาต้อง กวาดพื้นใหม่อีก เป็นต้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;๓. ไม่ยอมทำงาน ชอบผัดวันประกันพรุ่ง&nbsp; หรือหาเหตุต่างๆ นานามาอ้าง เช่น รอฤกษ์ รอยาม เป็นต้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ด้วยเหตุนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงทรงแสดงธรรมเป็นเครื่องยังประโยชน์หรือการงานให้สำเร็จได้ เรียกว่า อิทธิบาท 4 เอาไว้ นั่นคือ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ๑. ฉันทะ&nbsp; คือ ความพอใจ (รักงานที่ทำ)&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ๒. วิริยะ&nbsp; &nbsp;คือ ความพากเพียร (ขยันทำงาน)<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ๓. จิตตะ&nbsp; &nbsp;คือ ความเอาใจใส่&nbsp; (ตั้งใจทำงาน)<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ๔. วิมังสา&nbsp; คือ การพินิจพิเคราะห์ (หมั่นตรวจสอบงาน)<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;เมื่อเราทั้งหลาย ได้ประพฤติปฏิบัติตามหลักธรรมนี้แล้ว ย่อมหาทรัพย์สมบัติได้<br />
ในข้อนี้ มีเรื่อง จูฬกเศรษฐี เป็นอุทาหรณ์<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ในอดีตกาล พระโพธิสัตว์กำเนิดเป็นเศรษฐี ชื่อจูฬกะ ในกรุงพาราณสี ได้เป็นผู้รู้นิมิตทั้งปวง&nbsp;&nbsp;<br />
วันหนึ่ง ท่านจูฬกเศรษฐีนั้น ไปยังราชสํานัก พบหนูตายตัวหนึ่ง อยู่บนถนน&nbsp;<br />
ท่านจึงตรวจดูดาวนักษัตร ในขณะนั้น พึมพำๆ อยู่ครู่หนึ่ง จึงกล่าวขึ้นว่า<br />
&quot;กุลบุตรผู้มีจักษุ (มีวิสัยทัศน์) ถือเอาหนูตัวนี้แล้ว อาจเลี้ยงดูภริยา และประกอบการงานได้.&quot;&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ทีนั้น ก็มีบุรุษเข็ญใจคนหนึ่ง ซึ่งเป็นคนใช้ของท่านเศรษฐีนั้น ได้ยินคํานั้น<br />
จึงได้ถือเอาหนูนั้น ไปขายในตลาด เพื่อประโยชน์แก่แมว&nbsp;<br />
ได้ทรัพย์มากากณิกหนึ่ง (ชื่อเรียกสกุลเงินชาวชมพูทวีปในสมัยนั้น ๑&nbsp;กากณิก คือ ๑/๘&nbsp;ของกหาปณะ)<br />
พอได้เงินมา เขาก็เอาเงินนั้น ไปซื้อน้ำอ้อยและน้ำเปล่า&nbsp;&nbsp;<br />
จากนั้น ก็เอาน้ำอ้อยและน้ำเปล่านั้น ไปขายให้แก่พวกช่างจัดดอกไม้ซึ่งเพิ่งออกมาจากป่า<br />
แหม!! กำลังเหนื่อยๆ ใครล่ะจะไม่ซื้อ&nbsp;<br />
พอซื้อแล้ว พวกช่างจัดดอกไม้เหล่านั้น ได้ให้ดอกไม้คนละกําแก่เขา รวมทั้งหมด ๘&nbsp;กำ<br />
พอรุ่งขึ้น เขาเอาดอกไม้ทั้งหมดนี่แหละ ไปขายต่ออีก รวมแล้ว ได้เงินมา ๘&nbsp;กหาปณะ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; วันหนึ่ง เกิดมีลมและฝนตกขึ้น ทำให้ไม้แห้ง กิ่งไม้ และใบไม้ เป็นอันมากในราชอุทยาน&nbsp;<br />
ร่วงหล่นลง&nbsp;คนเฝ้าอุทยาน ไม่อาจจะขนทิ้งได้<br />
เขาก็ไปเสนอตัวอีกว่า &quot;ให้ผมขนออกให้มั้ยล่ะ แต่ฟืนและใบไม้เหล่านี้ ต้องให้ผมนะ&rdquo;<br />
คนเฝ้าอุทยาน ได้ฟังแล้วก็ โอเค แม่ใหญ่สอน เอาไปเลย<br />
หวานเขาละ!!<br />
เขาคนเดียว จะขนออกไปไหวได้อย่างไร คำตอบคือ แกไปจ้างเด็กน้อย ครับ<br />
จ้างด้วย น้ำอ้อย ที่แกมีอยู่นั่นไง&nbsp;<br />
พอเด็กน้อย ได้กินน้ำอ้อย ก็พากันช่วยขนฟืนออกไปโดยครู่เดียว&nbsp;<br />
แล้วให้ทําเป็นกองไว้ที่ประตูอุทยาน&nbsp;<br />
จากนั้น แกก็เอาฟืนนั้น ไปขายให้ช่างปั้นหม้อ ครับ<br />
ถึงตอนนี้ แกมีเงินทุนเดิมอยู่ ๘&nbsp;กหาปณะ&nbsp;<br />
รวมกับค่าฟืนที่ได้ในครั้ง รวมทั้งหมด ก็เป็น ๒๔&nbsp;กหาปณะ แล้ว<br />
ทำเป็นเล่นไป!!!<br />
เท่านี้ยังไม่พอ วันรุ่งขึ้น เขาก็ตั้งตุ่มน้ำดื่มไว้ใกล้ประตูพระนคร&nbsp;<br />
คอยตักน้ำเย็นๆ ให้พวกคนขนหญ้า ๕๐๐ คน ที่กำลังขนหญ้ากันอยู่&nbsp;<br />
คนขนหญ้าเหล่านั้น ได้ดื่มน้ำแล้วก็กล่าวว่า&nbsp;<br />
&quot;สหาย ท่านมีอุปการะมากแก่พวกเราเหลือเกิน<br />
พวกเราจะทําอะไรตอบแทนแก่ท่านดีน้อ&quot;&nbsp;<br />
เขากล่าวว่า &quot;ถ้ามี เดี๋ยวจะบอก&quot; ว่างั้น<br />
จากนั้น แกก็คอยสอดส่องสายตาหานั่นหานี่อยู่อย่างนั้นแหละ<br />
สักพัก ก็มีพวกพ่อค้า มาบอกแกว่า&nbsp;<br />
&quot;พรุ่งนี้ จะมีพ่อค้าม้า นําม้ามา ๕๐๐ ตัว มาแถวๆนี้&quot;&nbsp;<br />
แค่นั้นแหละ แกก็ดีดนิ้วเปาะ!!!<br />
แล้วก็เดินไปพูดกะพวกคนขนหญ้าว่า&nbsp;<br />
&quot;วันนี้ ขอพวกท่านจงให้ฟ่อนหญ้าแก่ข้าพเจ้าคนละฟ่อนนะ<br />
และเมื่อข้าพเจ้า ยังไม่ได้ขายหญ้า ขอพวกท่านจงอย่าขายตัดหน้าก่อนนะ&quot;&nbsp;<br />
พวกคนขนหญ้า กล่าวว่า &quot;ดีละ&quot; แล้วจึงได้ให้ฟ่อนหญ้า ๕๐๐ ฟ่อน แก่เขาไป<br />
พวกพ่อค้าม้า ไม่ได้หญ้าจากที่อื่น เพราะไม่มีใครขายให้&nbsp;<br />
ก็มีแต่เขาคนเดียวที่มีหญ้าอยู่ในขณะนี้ รวยสิครับ ในที่สุด ทุกคนก็ต้องซื้อหญ้าจากแก<br />
รวมแล้ววันนี้ แกได้เงินจากการขายหญ้า ๑&nbsp;พัน เลยทีเดียว<br />
จากนั้น ล่วงไปได้ ๒-๓ วัน&nbsp;<br />
พ่อค้าผู้ประกอบการงานทางน้ำ ก็มาบอกข่าว(แก่เขา) ว่า&nbsp;<br />
&quot;เรือมาจอดที่ท่าแล้ว.&quot;&nbsp;<br />
เขาเช่ารถเช่า พร้อมทั้งมวลบริวาร ด้วยทรัพย์ ๘ กหาปณะ ไปยังท่าเรือด้วยยศใหญ่<br />
ให้แหวนวงหนึ่งเป็นมัดจําแก่ (นาย) เรือแล้วนั่งอยู่ที่ภายในศาลา.&nbsp;<br />
ครั้งนั้น พ่อค้าประมาณ ๑๐๐ คน มาแล้ว ได้ให้ทรัพย์แก่เขาคนละพันๆ&nbsp;<br />
รวมแล้ว เป็นจำนวนหนึ่งแสนแล้วก็ออกเดินทาง ทางเรือร่วมกับเขา&nbsp;<br />
แล้วให้ทรัพย์อีก ๑ แสน แก่เขา ได้รับเอาสินค้าทั้งหมดในเรือ.<br />
รวมแล้ว เขารับเอาทรัพย์ ๒ แสนเหนาะๆไป กับการลงทุนในครั้งนี้&nbsp;<br />
พอมีเงิน&nbsp; ก็คิดว่า เอ! เราได้ไอเดียจากการหาเงินทั้งหมดนี่ ก็เพราะฟังคำพูดจากท่านจูฬกเศรษฐี<br />
เราควรเป็นคนกตัญญู แล้วจึงเอาเงิน ๑&nbsp;แสน ไปให้ท่านเศรษฐีเป็นการตอบแทน&nbsp;<br />
ท่านเศรษฐี คิดว่า &quot;บัดนี้ ไม่ควรจะให้เด็กเช่นนี้ทําการรับใช้เรา อีกแล้วล่ะ&quot;&nbsp;<br />
เอาเป็นลูกเขยเลยดีกว่า ว่าแล้ว ก็ได้ยกธิดาของตนให้แก่เขา ซะเลย<br />
จากบุรุษเข็ญใจจนๆคนหนึ่ง ต่อมา ก็ได้รับตําแหน่งเศรษฐี (แทน) โดยกาลล่วงไปแห่งท่านเศรษฐีผู้เป็นพ่อตา&nbsp;<br />
นี่คือผลจากการเป็นผู้หมั่นทํางานที่สมควรหรือเหมาะสม<br />
ก็ย่อมจะทำให้เขาได้โลกิยทรัพย์ ด้วยประการฉะนี้แลฯ&nbsp;<br />
สำหรับวันนี้ ก็ขออนุญาตยุติไว้แต่เพียงเท่านี้ก่อนครับ<br />
ไว้พบกันในหัวข้อต่อไป ขอบพระคุณที่ติดตามครับ</p>

<p>สภา&nbsp; ศรีคำเวียง</p>
]]></description>
<enclosure url='https://mkm.onab.go.th/th/file/get/file/202608257a2041ffcb85600187fd70f8085edcf2134456.jpg' type='image/jpg' length='16484' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[มงคลข้อที่ ๑๐ วาจาอันเป็นสุภาษิต]]></title>
<link>https://mkm.onab.go.th/th/content/category/detail/id/12/iid/124193</link>
<guid isPermaLink="false">f47961b5bd78be3ff860483f75ba168d</guid>
<pubDate>Mon, 27 Apr 2026 16:10:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;สวัสดีครับ วันนี้มาพูดถึงมงคลข้อที่ ๑๐ ว่าด้วย วาจาอันเป็นสุภาษิต ครับ</p>

<p>คำว่าวาจา ท่านวิเคราะห์ศัพท์เอาไว้ในอรรถกถาสุภาสิตสูตร สุตตนิบาต และในฎีกาสุภาสิตสูตร ปัญจกนิบาต อังคุตตรนิกาย ไว้ว่า</p>

<p>&ldquo;วาจาที่เจรจากันอันมาในพากยมีอาทิอยางนี้วา วาจาที่พูด วาจาที่เปลง คําเปนคลอง&rdquo; ดังนี้ ก็ดี &ldquo;วาจาอันหาโทษมิได สบายหู&rdquo; ดังนี้ก็ดี&nbsp; ชื่อวา<b>&nbsp;วาจา</b></p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;สวนวาจา ที่เรียกว่าวาจาอันมีลักษณะแห่งสุภาษิตนั้น พระผูมีพระภาค ตรัสไวในสุภาสิตสูตรจตุตถปัณณาสก์ แห่งปัญจกนิบาต อังคุตตรนิกายวา&nbsp;&quot;ภิกษุทั้งหลาย วาจาอันประกอบดวยองค ๕ ยอมเปนสุภาษิต หาเปนทุพภาษิตไม, ไมมีโทษ และวิญูชนทั้งหลายติเตียนไมได องค์ 5 เป็นไฉน คือ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; กลาวตามกาล ๑&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; กล่าวแต่วาจาสัตย์ ๑<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; กล่าววาจาออนหวาน ๑&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; กลาววาจาประกอบดวยประโยชน ๑&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; กล่าวด้วยเมตตาจิต ๑<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ภิกษุทั้งหลาย วาจาอันประกอบดวยองค ๕ เหลานี้แล ยอมเปนสุภาษิต หาเปนทุพภาษิตไม, ไมมีโทษ และวิญูชนทั้งหลายติเตียนไมได้</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ดังนั้น วาจาที่ประกอบดวยองค์ ๕&nbsp;มีกลาวตามกาลเปนตน จึงชื่อวาเปนวาจาอันเป็นสุภาษิต. วาจาอันเป็นสุภาษิตนั้น จัดเปนมงคล เพราะนํามาซึ่งโลกิยสุขและโลกุตรสุข<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ในวันนี้ จึงจักขอยกมาแต่เพียง ๑&nbsp;องค์ ในบรรดาองค์ ๕&nbsp;แห่งวาจาอันเป็นสุภาษิตนั้น คือ&nbsp;การกล่าววาจาอ่อนหวาน อย่างไร?&nbsp; จึงได้ชื่อว่า เป็นวาจาสุภาษิต&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ก่อนอื่นพึงเข้าใจว่า บุคคลควรละวาจาหยาบคายแล้วกล่าวแต่คำอันเป็นที่รัก วาจาที่อ่อนหวาน จึงจักได้ชื่อว่า เป็นผู้กล่าววาจาอันเป็นสุภาษิต<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; เพราะบุคคลที่มักกล่าวแต่วาจาหยาบคาย วาจาที่เปล่งออกมานั้น มักจะทําความพินาศ ก่อให้เกิดความไมเปนที่รักที่พอใจ ให้แก่บุคคลอื่น</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; อย่าว่าแต่จะพูดกับมนุษย์ด้วยกันเลย แม้แต่กับสัตวดิรัจฉาน แท้ๆ คำพูดหยาบคายนั้น ก็ยังสามารถทำให้เจ้าของมัน เกิดความพินาศ สูญเสียเงินตั้งมากมายมาแล้ว&nbsp; ในข้อนี้ มีเรื่อง&nbsp; โคนันทิวิสาล เป็นอุทาหรณ์<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ในอดีตกาลนั้น พระโพธิสัตว บังเกิดในกําเนิดโค ในกรุงตักกสิลา&nbsp; ครั้งนั้น พราหมณผูหนึ่ง ไดโคตัวนั้นมาจากคนที่มาทำบุญด้วย ในเวลาที่ยังเปนลูกโคออนอยู&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;พราหมณ์นั้นก็เลี้ยงดูโคน้อยตัวนั้นเป็นอย่างดี รักอย่างกับลูกเลยทีเดียว อาหารการกินก็มีแต่ของดีๆทั้งนั้น จนได้ขนานนามวัวตัวนั้นวา &quot;นันทิวิสาล&quot;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ฝ่ายโคนันทิวิสาลนั้น เมื่อเจริญวัยแลว ก็นึกถึงบุญคุณข้าวน้ำที่พราหมณ์ได้อุตสาห์เลี้ยงดูตนเองมาอย่างดี จึงอยากจะตอบแทนบุญคุณพราหมณท่านนั้นบ้าง จึงได้พูดกับพราหมณ์ในวันหนึ่งว่า&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &quot;ไปเถิดพ่อ พ่อจงไปหาโควิทเศรษฐี แล้วประกาศว่า &#39;โคของข้าพเจ้า ชื่อนันทิวิสาล ตัวนี้ จักลากเกวียน ๑๐๐ เล่ม ซึ่งผูกติดกันไปได้&nbsp; ให้ท่านได้ชมเป็นบุญตา เพราะว่า ไม่มีโคตัวไหนหรอก ที่จะสามารถทำเช่นนี้ได้เหมือนกับโค ลูกรักของข้าฯ</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นี่ข้าพเจ้า พูดจริงนะ ไม่ได้โม้ ถ้าท่านไม่เชื่อ ก็ลองดูได้นะ ปกติแล้ว ข้าพเจ้า ไม่เล่นการพนันนะ แต่ถ้าท่านอยากจะพิสูจน์ ก็ลองเสี่ยงดวงกันสักพันมั้ยล่ะ&nbsp;&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; และแล้ว เมื่อความเห็นไม่ตรงกัน การพนัน จึงเกิดขึ้น&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; หลังจากตกปากรับคำกันอย่างนั้นแล้ว พราหมณ์ก็บรรทุกเกวียน ๑๐๐ เลม ที่บรรทุกเต็มไปด้วยทราย กรวดและกอนหิน เปนตน จอดไวโดย ลําดับ ผูกติดตอกันดวยเชือกสอดไมคํ้าไวใตลอ เอาเชือกผูกปลายแอกอันหนึ่งที่ธูป เกวียนเลมหนา สอดไม้ค้ำไว้ โดยประการที่เมื่อโคตัวเดียวเข็นไป ปลายแอกจะไมกระดิก ไมเขยื้อนไปขางโนนขางนี้ เสร็จแลว จึงทำการเทียมโคนันทิวิสาลที่ปลายแอกอันหนึ่ง นั่งบนธูปคันเกวียน เงื้อปะฏักขึ้น แต่กลับ(เจือก) พูดกับโคนั้น ด้วยคำอันหยาบวา&nbsp;</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&quot;เจาโคโกง จงไป, เจาโคโกง จงเข็นไป ฮึ้ย! ฮึ้ย!</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; โคนันทิวิสาล ที่กำลังรวบรวมสมาธิอย่างเต็มที่เพื่อจะลากเกวียนเหล่านั้น แต่พอไดยินเสียงที่ไมนาพอใจจากปากของพราหมณ์นั้น ก็ไม่ออกแรงลากเกวียนเลยแม้แต่น้อย กลับยืนนิ่งเฉยอยูในที่นั้นนั่นเอง&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; เมื่อเหตุการณ์เป็นเช่นนี้ ไม่ต้องเดาก็คงพอจะรู้ว่า พราหมณ์นั้น โดนแดร๊กเงินพันอย่างแน่นวน เฮอะ!&nbsp;<br />
ก็แกเล่นไปใช้คำพูดคำหยาบกับโคลูกรักตัวเองซะแรงเลย โค ก็มีหัวใจ...<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; พราหมณ์นั้น ได้แต่เดินคอตก ไปถึงเรือนแลว ก็เอาแต่นอน เศราโศกเสียใจ (จากการเสียเงินหนึ่งพัน) อิ อิ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; โคนันทิวิสาล นั้น ก็สังเกตดูอยู่ว่าพราหมณนั้น เอาแต่เศราเสียใจ จึงได้เดินเข้าไปหาพราหมณ์นั้นแล้วพูดขึ้นว่า&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&ldquo;พ่อครับ พ่ออย่าเสียใจไปเลยนะ ลูกจะกู้หน้าให้พ่อเอง พ่อจงทําการพนันดวยทรัพยกับโควินทเศรษฐีอีกครั้งนะ คราวนี้ลงทบต้นทบดอกไปเลย ๒ พัน แต่! มีข้อแม้อย่างหนึ่งว่า คราวนี้ พ่ออย่าพูดไม่ดีกับลูกเหมือนครั้งก่อนนะ ไอ้ที่ว่า &quot;เจาโคโกง จงไป, เจาโคโกง จงเข็นไป หยั่งงี้ไม่เอาแล้วนะ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; พราหมณได้ยินดังนั้นแล้ว จึงไปขอแก้มือกับโควิทเศรษฐีอีกครั้ง&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; แต่คราวนี้ พราหมณ์นั้น ไม่พูดหยาบอีกแล้ว แต่กลับใช้คำพูดแบบใหม่ ที่เป็นคำอ่อนหวาน ละมุนหู ว่า<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&quot;พ่อผู้เจริญ จงไป, พ่อผู้เจริญ จงเข็นไป&quot;</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; โคนันทิวิสาล ไดฟงเสียงที่นาพอใจดั่งนั่น ก็รวบรวมสมาธิและกำลัง แล้วลากเกวียน ๑๐๐ เลมที่ผูกติดกันไปไดดวยกําลังแรงตัวเดียว ให้เกวียนเลมที่จอดอยูหลังสุด มาไว ณ จุดที่เกวียนเล่มแรกจอดอยู่ เลยทีเดียว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; เท่านั้นยังไม่พอ ยังโชว์กำลัง ด้วยการลากต่อไปอีก ๑&nbsp;ช่วง ๑๐๐ เล่มเกวียน รวมแล้ว&nbsp;&nbsp;เป็นช่วงความยาวถึง ๒๐๐ เล่มเกวียนเลยทีเดียว</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;สุดท้าย พราหมณ์ก็เอาชนะไปได้ในครั้งนี้ เบ็ดเสร็จแล้ว หอบเงินกลับบ้านทบต้นทบดอกถึง 2 พัน กหาปณะเลยทีเดียว<br />
ก็เพราะ คำพูด ของตนเอง โดยแท้<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ท่านสุนทรภู่ กวีเอกของไทย ท่านยังได้ประพันธ์บทกวีเอาไว้บทหนึ่ง ในนิราศภูเขาทอง ว่า&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &ldquo;ถึงบางพูด พูดดี เป็นศรีศักดิ์&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; มีคนรัก รสถ้อย อร่อยจิต<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; แม้พูดชั่ว ตัวตาย ทำลายมิตร&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; จะชอบผิด ในมนุษย์ เพราะพูดจา&rdquo;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;พระผูมีพระภาค ครั้นทรงนําอดีตนิทานมาอยางนี้แลว จึงตรัสวา &quot;ภิกษุทั้งหลาย ขึ้นชื่อวาคําหยาบคาย ไมเปนที่พอใจของใคร ๆ เลย&quot; ดังนี้แล้วจึงตรัสคาถานี้ ในนันทิวิสาลชาดก ในตติยวรรค เอกนิบาตวา&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &quot;บุคคลพึงกลาววาจาเปนที่เจริญใจเทานั้น, ไมพึงกลาววาจาที่ไมเปนที่เจริญใจ ในกาลไหน ๆ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;เมื่อพราหมณกลาววาจาเปนที่เจริญใจ, โคนันทิวิสาล จึงเข็นภาระที่หนักไปได,&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ทั้งยังพราหมณนั้น ให้ได้ทรัพย์ และดวยการนั้น โคนันทิวิสาลได มีใจเบิกบานแลว.&quot;</p>

<p>&nbsp; &nbsp;วันนี้ ขอยุติไว้แต่เพียงเท่านี้ ขอบพระคุณที่ติดตามครับ</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; <strong>&nbsp; &nbsp;สภา&nbsp; ศรีคำเวียง</strong></p>
]]></description>
<enclosure url='https://mkm.onab.go.th/th/file/get/file/202604277b33cee726bce3809bfd4e027d0de6b4162226.jpg' type='image/jpg' length='40039' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ข้อมูลบุคลากรการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในจังหวัดมหาสารคาม]]></title>
<link>https://mkm.onab.go.th/th/content/category/detail/id/12/iid/30883</link>
<guid isPermaLink="false">0bf924e9a7a0e2c7a15f0fdc0dfe3e29</guid>
<pubDate>Wed, 31 Aug 2022 15:57:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://mkm.onab.go.th/cms/s63/u345/ข้อมูลเผยแผ่.png" style="width: 250px; height: 250px;" /></p>

<p><a href="https://docs.google.com/spreadsheets/d/1uAG_zIVniwfIatmZaLrEmQs4LAQMKYAaoQ7T3kdk9os/edit?usp=sharing">https://docs.google.com/spreadsheets/d/1uAG_zIVniwfIatmZaLrEmQs4LAQMKYAaoQ7T3kdk9os/edit?usp=sharing</a></p>
]]></description>
<enclosure url='https://mkm.onab.go.th/th/file/get/file/20220831d41d8cd98f00b204e9800998ecf8427e162642.png' type='image/png' length='117547' />
</item>
</channel>
</rss>
