Social Link
มงคลข้อที่ ๑๑ กถาว่าด้วยการบำรุงมารดาบิดา

                   สวัสดีครับ วันนี้มาถึงคาถาที่ ๔ กันแล้ว ซึ่งคาถานี้ มี ๔ มงคล ด้วยกัน มีกถาวาดวยการบํารุงมารดาบิดา เป็นข้อแรก
กถาวาดวยการบํารุงมารดาบิดา ดังกล่าวนี้ แปลมาจากภาษาบาลีที่ว่า มาตาปิตุอุปฏฺานํ แยกออกเป็น ๓ คำ ได้แก่
                   ๑. มาตา หรือมารดา หมายถึง สตรีผูยังบุตรใหเกิด 
                   ๒. ปิตุ หรือ บิดา หมายถึง บุรุษผูยังบุตรใหเกิด 
                   ๓. อุปัฎฐานัง แปลว่า การบำรุงเลี้ยง
              ในพระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต ท่านได้อธิบายความหมายของการบำรุงเลี้ยงนั้น ดังต่อไปนี้ว่า
              เพราะเหตุที่ มารดาบิดา เป็นผู้มีอุปการะมาก หวังประโยชน์ เป็นผู้อนุเคราะห์ต่อบุตรทั้งหลาย ซึ่งท่านเห็นบุตรเหล่านั้น เล่นอยู่ข้างนอก มีสรีระเปื้อนฝุ่นมาแล้ว ก็เช็ดฝุ่นให้ กอดจูบที่ศีรษะและยังความรักให้เกิด
              มารดาบิดา นั้น ได้ทำหน้าที่อย่างไรต่อบุตร? จึงได้ชื่อว่า เป็นผู้มีอุปการะต่อบุตรมากมายหาที่สุดมิได้

              กล่าวคือ มารดาบิดา พึงอนุเคราะห์บุตร ด้วยสถาน ๕ คือ
                     ๑. ท่านทั้งสองย่อมห้าม (บุตร) จากบาป
                     ๒. ย่อมให้ตั้งอยู่ในความดี
                     ๓. ย่อมให้ศึกษาศิลปะ
                     ๔. ย่อมหาภรรยา/สามี ที่สมควรให้
                     ๕. ย่อมมอบทรัพย์สมบัติให้ในสมัย

           ส่วนบุตรนั้นเล่า เมื่อระลึกถึงอุปการะที่มารดาบิดา ได้กระทำไว้เช่นนี้แล้ว ก็พึงทำหน้าที่อุปการะตอบมารดาบิดานั้น  
ด้วยสถาน ๕ คือ
                     ๑. เราอันท่านเลี้ยงมาแล้ว จักเลี้ยงท่านตอบ
                     ๒. เราจักกระทำกิจ ของมารดาบิดาเหล่านั้น
                     ๓. เราจักดำรงวงศ์สกุลของมารดาบิดาเหล่านั้น
                     ๔. เราจักรักษาทรัพย์สมบัติของมารดาบิดาเหล่านั้น
                     ๕. ก็อีกอย่างหนึ่ง เมื่อท่านทั้งสองล่วงลับไปแล้ว เราจักเพิ่มให้ซึ่งทักษิณา (ทำบุญอุทิศให้) 
               บุตรทั้งหลาย แม้เลี้ยงมารดาบิดา ด้วยการทูนไว้บนศีรษะแม้สิ้น ๑๐๐ ปี ก็ไม่สามารถที่จะตอบแทนอุปการคุณแห่งการบำรุงเลี้ยงนั้นได้ 
และเพราะเหตุที่ท่านทั้งสองนั้น เป็นผู้บำรุง เป็นผู้เลี้ยงดู เป็นผู้แสดงโลกนี้นั่นเอง ท่านจึงกล่าวไว้อีกว่า มารดาบิดานั้น เป็นผู้เสมอกับพระพรหม เพราะเป็นผู้มีพรหมวิหารธรรม ๔ ประการกับบุตรของตน อย่างนี้ว่า

                     ๑. เมื่อบุตรอยูในทอง มารดาบิดานั้น ก็เกิดเมตตาจิตขึ้นในบุตรวา "เมื่อไรหนอ เราจึงจักเห็นลูกนอย ไมมีโรค?" ชื่อว่ามีเมตตา
                     ๒. ในกาลใด บุตรนั้น ยังออน นอนหงายอยู ถูกสัตว ทั้งหลายมีเล็นเปนตน กัดหรือถูกการนอนเปนทุกขบีบคั้น  รองไหอยู่ ในกาลนั้น ทานทั้ง ๒ ก็เกิดความกรุณาขึ้น เพราะไดสดับเสียงบุตรนั้น ชื่อว่ามีกรุณา
                     ๓. ในเวลาที่บุตรวิ่งมาวิ่งไปเลนไดก็ดี ในเวลาบุตรตั้งอยูในวัยงาม (นาดูนาชม) ก็ดี ทานทั้ง ๒ ก็มีจิตออนโยน บันเทิง เบิกบาน เพราะมองดูบุตรนอย ในกาลนั้น ทานทั้ง ๒ ยอมไดความบันเทิง ชื่อว่ามีมุทิตา และ
                     ๔. ในกาลใด บุตรนั้นทําการเลี้ยงภริยา แยกครองเรือน ในกาลนั้น ทานทั้ง ๒ ก็เกิดความมัธยัสถขึ้นวา "บัดนี้ ลูกนอยของเรา อาจเพื่อจะเลี้ยงตนไดโดยลําพังของตนแล้ว"  ในกาลนั้น ทานทั้ง ๒ ยอมไดความวางเฉย ชื่อว่ามีอุเบกขา

                     เพราะเหตุที่มารดาบิดาทั้ง ๒ ประพฤติพรหมวิหารธรรม ๔ ประการดังกล่าวต่อบุตรนี่เอง ทานจึงเรียกวา เป็นผู้เสมอด้วยพระพรหมแห่งบุตรนั่นเอง 
                     ดังที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ทรงแสดงไว้ ปรากฎในขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ว่า
                       “มารดาบิดาทั้งหลาย ผู้อนุเคราะห์แก่ปชา(บุตรธิดา) ท่านเรียกว่า เป็นพรหม                               
                         ว่าเป็นบุพพาจารย์ ว่าเป็นอาหุเนยยบุคคลของบุตรทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแล  
                         บัณฑิต พึงนอบน้อมและสักการะมารดาบิดาเหล่านั้น ด้วยข้าว น้ำ ผ้า ที่นอน                   
                         การอบ การอาบน้ำ และการล้างเท้า ด้วยการปรนนิบัติในมารดาบิดาทั้งสองนั้น 
                         บัณฑิตทั้งหลายย่อมสรรเสริญบุคคลนั้น ในโลกนี้นั้นแล เขาละโลกนี้ไปแล้ว 
                         ย่อมบันเทิงในสวรรค์” ดังนี้
                 และเมื่อทราบดังนี้แล้ว ก็พึงทำความเข้าใจต่อว่า การปฏิบัติต่อมารดาบิดาอย่างไร? จึงได้ชื่อว่า การบำรุง
                 คำตอบคือ การปรนนิบัติดวยสักการะและการทําความนอบนอม ชื่อวา การบํารุง     
                 การบำรุงมารดาบิดานั้น จึงเป็นหน้าที่อันบุตรทุกคน ควรทำโดยแท้
                 เมื่อบุตร ผู้ทำการบำรุงเลี้ยงมารดาบิดาทั้งสองนั้น ย่อมได้รับซึ่งการสรรเสริญในโลกนี้ และเมื่อละ(ตาย)จากโลกนี้ไปแล้ว ก็นำความสุขในสวรรค์มาให้แล

                 กลับกัน หากว่าบุตรนั้น ปฏิบัติผิดในมารดาบิดา ไม่บำรุงบิดามารดา ยอมจะประสบแต่ความทุกขและความลำบากทั้งในโลกนี้และโลกหน้า          ในขอนี้มี มิตตวินทุกะ เปนตน เปนอุทาหรณ
                 ดังไดสดับมา ในกาลแหงพระพุทธเจาพระนามวากัสสป มีบุตรของเศรษฐี มีสมบัติ ๘๐ โกฏิ ในกรุงพาราณสี คนหนึ่ง ชื่อวา มิตตวินทุกะ เปนผูทุศีล ไมมีศรัทธา
                 สวนมารดาบิดาของเขาเปนพระโสดาบัน
                 ในกาลตอมา เมื่อบิดาถึงแกกรรมแลว เขากลาววา "แม ฉันจักทําการคาขายทางเรือ"
                 มารดา เป็นห่วงลูก จึงห้ามเสีย เพราะเห็นว่าทรัพยในเรือนก็มีมากอยู่แล้ว อีกอย่าง การค้าขายทางเรือนั้น ต้องเดินทางข้ามมหาสมุทร ซึ่งมีอันตรายมากมาย นั่นเอง
                 แม้จะห้ามอย่างไร แต่นายมิตตวินทุกะ ก็ยังขืนดึงดันจะไปอยางเดียว 
                 แมถูกมารดาจับที่มือไว ก็สลัดมือออก ทั้งยังทุบตีมารดาใหลมลง พอไดโอกาสก็บึ่งไปยังเรือสมุทรทันที
  เพราะกรรมจากการทุบตีมารดานั่นเอง ในวันที่ ๗  จู่ๆ เรือที่กำลังแล่นอยู่ในมหาสมุทร ก็เกิดหยุดอยู่กับที่ไมเคลื่อนไหว
                 ผู้คนบนเรือก็เห็นเป็นเรื่องประหลาด และได้พูดคุยซุบซิบกันแล้ว ต่างก็ลงความเห็นว่า “จะต้องมีใครคนใดคนหนึ่งแน่ๆบนเรือนี้ ที่เป็นคนกาฬกัณณี"  จึงได้ทำสลากขึ้นแล้วก็ให้คนบนเรือทุกคน จับสลากนั้น

                 หากคนใดจับสลากนั้นได้ ก็แสดงว่า คนนั้น เป็นคนกาฬกัณณี
                 ท่านผู้อ่านที่เคารพทุกท่านครับ ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ เพราะ! มิตตวินทุกะนั้น จับสลากนั้นได้ถึง ๓ ครั้งติดต่อกัน

                 แน่นอนว่า ทุกสายตาของผู้คนทั้งหมดบนเรือ ต่างจับจ้องมาที่เขา แสดงออกถึงคำพูดของทุกคนว่า “เอ็ง คือ คนกาฬกัณณี” 
จากนั้น จึงมอบแพแกเขาแล้วทำการโยนลงไปในท้องทะเล ตูม!!!!
                 นายมิตตวินทุกะ อาศัยแพนั้นลอยคอ จนไปถึงเกาะแหงหนึ่ง และพลันสายตา ก็ไดมองเห็นนครๆหนึ่ง มี ประตู ๔ ประตู ตั้งอยู่บนเกาะนั้น 
                 ว่ากันวา เกาะที่นายมิตตวินทุกะ ลอยคอไปถึงนั้น ชื่อว่า อุสสทนรก อันเปน สถานที่เสวยกรรมของสัตวผูเกิดในนรกเปนอันมาก 
แต่ทุกท่านครับ ด้วยกรรมที่เกิดแต่การทุบตีมารดานั้นเอง ทำให้นายมิตตวินทุกะมองเห็นนรกนั้น ราวกับนครอันเขาประดับประดาอย่างสวยงาม
                 เขาคิดวา เรา! จักเปนพระราชาในนครนี้ จึงได้ก้าวเท้าเขาไปภายในนครด้วยความกระหยิ่มยิ้มย่อง 
เมื่อเดินเข้าไป เขาก็ไดเห็นสัตวนรกตนหนึ่ง มีจักรอันคม ทูนอยูบนศีรษะ กำลังร้องครํ่าครวญโหยหวนด้วยความเจ็บปวดอยู
                 ผลกรรมบังตา ทำให้นายมิตตวินทุกะ

                 มองเห็นจักรอันคมบนศีรษะของสัตวนรกนั้น ว่าเปนเหมือนดอกปทุม(ดอกบัว)  
                 เห็นเคร่ื่องจองจํา ๕ อยางที่อก ว่าเป็นเหมือนเครื่องประดับอก 
                 เห็นโลหิตที่ไหลออกจากสรีระ ไดปรากฏว่าเปนน้ำมันจันทนเครื่องลูบไล 
                 ได้ยินเสียงครํ่าครวญโหยหวน ประดุจว่าเปนเสียงเพลงขับที่ไพเราะเสนาะหู
                 เขาอดใจไว้ไม่ไหว จึงได้เดินเขาไปใกลสัตวนรกนั้นแลว กลาววา"บุรุษผูเจริญ ทานทัดดอกปทุมนานแลว จงใหดอกปทุมนั่นแกฉันเถิดหนา"
สัตวนรกตัวนั้น ก็พยายามบอกว่า มันไมใชดอกปทุมนะ มันเปนกงจักร!
มิตตวินทุกะ ก็ไม่ยอมเชื่อ ซ้ำยังอ้างว่า สัตว์ตัวนั้น ไม่เต็มใจให้ตนเองอีกต่างหาก
                  เม่ื่อการณ์เป็นเช่นนี้ สัตวนรกนั้น จึงฉุกคิดได้วา "กรรมของเราคงจักจบสิ้นแลว, บุรุษคนนี้ คงจะตีมารดาเหมือนอยางที่เราเคยทำมาแลว เพราะฉะนั้น เราจักใหจักรอันคมแกเขา" ว่าแลว จึงได้ถอดแล้วโยนจักรอันคมนั้นไวบนศีรษะของมิตตวินทุกะ ฟึ้บ!!
                  จักรนั้น เมื่อตกไปอยู่บนศีรษะของมิตตวินทุกะแล้ว มันก็เริ่มทำงานทันที แรงหมุนของมันนั้น ประหนึ่งว่ากำลังบดกระหมอมของเขาให้แตกสลายเลยทีเดียว เขาประสบเวทนา ครํ่าครวญแลว
                  นายมิตตวินทุกะ เสวยทุกขอยูในนรกนั้นสิ้นเวลานาน เพราะผลแหงอกุศลกรรมคือการใหประหารมารดา เมื่อวิบากแหงกรรมสิ้นแลว จึงละจักรอันคมไปตามกรรมแล
                  วันนี้ ขออนุญาตลงไว้แต่เพียงเท่านี้ก่อนนะครับ ไว้เจอกันใหม่ในหัวข้ออื่นต่อไป ขอบคุณที่ติดตามผลงานมาตลอดด้วยดีเสมอมาครับ


                                                                                                                                            สภา  ศรีคำเวียง


image
image
image
 
 
 
 

Website Policy | Privacy Policy | Security Policy | Disclaimer | ข้อกำหนดการใช้ Cookies รองรับการทำงานบน Internet Explorer v.11+, Microsoft Edge, Firefox v.47.0+, Chrome v.51+

จำนวนการเข้าชม : 966,216