สวัสดีครับ วันนี้มาถึงคาถาที่ ๔ กันแล้ว ซึ่งคาถานี้ มี ๔ มงคล ด้วยกัน มีกถาวาดวยการบํารุงมารดาบิดา เป็นข้อแรก
กถาวาดวยการบํารุงมารดาบิดา ดังกล่าวนี้ แปลมาจากภาษาบาลีที่ว่า มาตาปิตุอุปฏฺานํ แยกออกเป็น ๓ คำ ได้แก่
๑. มาตา หรือมารดา หมายถึง สตรีผูยังบุตรใหเกิด
๒. ปิตุ หรือ บิดา หมายถึง บุรุษผูยังบุตรใหเกิด
๓. อุปัฎฐานัง แปลว่า การบำรุงเลี้ยง
ในพระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต ท่านได้อธิบายความหมายของการบำรุงเลี้ยงนั้น ดังต่อไปนี้ว่า
เพราะเหตุที่ มารดาบิดา เป็นผู้มีอุปการะมาก หวังประโยชน์ เป็นผู้อนุเคราะห์ต่อบุตรทั้งหลาย ซึ่งท่านเห็นบุตรเหล่านั้น เล่นอยู่ข้างนอก มีสรีระเปื้อนฝุ่นมาแล้ว ก็เช็ดฝุ่นให้ กอดจูบที่ศีรษะและยังความรักให้เกิด
มารดาบิดา นั้น ได้ทำหน้าที่อย่างไรต่อบุตร? จึงได้ชื่อว่า เป็นผู้มีอุปการะต่อบุตรมากมายหาที่สุดมิได้
กล่าวคือ มารดาบิดา พึงอนุเคราะห์บุตร ด้วยสถาน ๕ คือ
๑. ท่านทั้งสองย่อมห้าม (บุตร) จากบาป
๒. ย่อมให้ตั้งอยู่ในความดี
๓. ย่อมให้ศึกษาศิลปะ
๔. ย่อมหาภรรยา/สามี ที่สมควรให้
๕. ย่อมมอบทรัพย์สมบัติให้ในสมัย
ส่วนบุตรนั้นเล่า เมื่อระลึกถึงอุปการะที่มารดาบิดา ได้กระทำไว้เช่นนี้แล้ว ก็พึงทำหน้าที่อุปการะตอบมารดาบิดานั้น
ด้วยสถาน ๕ คือ
๑. เราอันท่านเลี้ยงมาแล้ว จักเลี้ยงท่านตอบ
๒. เราจักกระทำกิจ ของมารดาบิดาเหล่านั้น
๓. เราจักดำรงวงศ์สกุลของมารดาบิดาเหล่านั้น
๔. เราจักรักษาทรัพย์สมบัติของมารดาบิดาเหล่านั้น
๕. ก็อีกอย่างหนึ่ง เมื่อท่านทั้งสองล่วงลับไปแล้ว เราจักเพิ่มให้ซึ่งทักษิณา (ทำบุญอุทิศให้)
บุตรทั้งหลาย แม้เลี้ยงมารดาบิดา ด้วยการทูนไว้บนศีรษะแม้สิ้น ๑๐๐ ปี ก็ไม่สามารถที่จะตอบแทนอุปการคุณแห่งการบำรุงเลี้ยงนั้นได้
และเพราะเหตุที่ท่านทั้งสองนั้น เป็นผู้บำรุง เป็นผู้เลี้ยงดู เป็นผู้แสดงโลกนี้นั่นเอง ท่านจึงกล่าวไว้อีกว่า มารดาบิดานั้น เป็นผู้เสมอกับพระพรหม เพราะเป็นผู้มีพรหมวิหารธรรม ๔ ประการกับบุตรของตน อย่างนี้ว่า
๑. เมื่อบุตรอยูในทอง มารดาบิดานั้น ก็เกิดเมตตาจิตขึ้นในบุตรวา "เมื่อไรหนอ เราจึงจักเห็นลูกนอย ไมมีโรค?" ชื่อว่ามีเมตตา
๒. ในกาลใด บุตรนั้น ยังออน นอนหงายอยู ถูกสัตว ทั้งหลายมีเล็นเปนตน กัดหรือถูกการนอนเปนทุกขบีบคั้น รองไหอยู่ ในกาลนั้น ทานทั้ง ๒ ก็เกิดความกรุณาขึ้น เพราะไดสดับเสียงบุตรนั้น ชื่อว่ามีกรุณา
๓. ในเวลาที่บุตรวิ่งมาวิ่งไปเลนไดก็ดี ในเวลาบุตรตั้งอยูในวัยงาม (นาดูนาชม) ก็ดี ทานทั้ง ๒ ก็มีจิตออนโยน บันเทิง เบิกบาน เพราะมองดูบุตรนอย ในกาลนั้น ทานทั้ง ๒ ยอมไดความบันเทิง ชื่อว่ามีมุทิตา และ
๔. ในกาลใด บุตรนั้นทําการเลี้ยงภริยา แยกครองเรือน ในกาลนั้น ทานทั้ง ๒ ก็เกิดความมัธยัสถขึ้นวา "บัดนี้ ลูกนอยของเรา อาจเพื่อจะเลี้ยงตนไดโดยลําพังของตนแล้ว" ในกาลนั้น ทานทั้ง ๒ ยอมไดความวางเฉย ชื่อว่ามีอุเบกขา
เพราะเหตุที่มารดาบิดาทั้ง ๒ ประพฤติพรหมวิหารธรรม ๔ ประการดังกล่าวต่อบุตรนี่เอง ทานจึงเรียกวา เป็นผู้เสมอด้วยพระพรหมแห่งบุตรนั่นเอง
ดังที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ทรงแสดงไว้ ปรากฎในขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ว่า
“มารดาบิดาทั้งหลาย ผู้อนุเคราะห์แก่ปชา(บุตรธิดา) ท่านเรียกว่า เป็นพรหม
ว่าเป็นบุพพาจารย์ ว่าเป็นอาหุเนยยบุคคลของบุตรทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแล
บัณฑิต พึงนอบน้อมและสักการะมารดาบิดาเหล่านั้น ด้วยข้าว น้ำ ผ้า ที่นอน
การอบ การอาบน้ำ และการล้างเท้า ด้วยการปรนนิบัติในมารดาบิดาทั้งสองนั้น
บัณฑิตทั้งหลายย่อมสรรเสริญบุคคลนั้น ในโลกนี้นั้นแล เขาละโลกนี้ไปแล้ว
ย่อมบันเทิงในสวรรค์” ดังนี้
และเมื่อทราบดังนี้แล้ว ก็พึงทำความเข้าใจต่อว่า การปฏิบัติต่อมารดาบิดาอย่างไร? จึงได้ชื่อว่า การบำรุง
คำตอบคือ การปรนนิบัติดวยสักการะและการทําความนอบนอม ชื่อวา การบํารุง
การบำรุงมารดาบิดานั้น จึงเป็นหน้าที่อันบุตรทุกคน ควรทำโดยแท้
เมื่อบุตร ผู้ทำการบำรุงเลี้ยงมารดาบิดาทั้งสองนั้น ย่อมได้รับซึ่งการสรรเสริญในโลกนี้ และเมื่อละ(ตาย)จากโลกนี้ไปแล้ว ก็นำความสุขในสวรรค์มาให้แล
กลับกัน หากว่าบุตรนั้น ปฏิบัติผิดในมารดาบิดา ไม่บำรุงบิดามารดา ยอมจะประสบแต่ความทุกขและความลำบากทั้งในโลกนี้และโลกหน้า ในขอนี้มี มิตตวินทุกะ เปนตน เปนอุทาหรณ
ดังไดสดับมา ในกาลแหงพระพุทธเจาพระนามวากัสสป มีบุตรของเศรษฐี มีสมบัติ ๘๐ โกฏิ ในกรุงพาราณสี คนหนึ่ง ชื่อวา มิตตวินทุกะ เปนผูทุศีล ไมมีศรัทธา
สวนมารดาบิดาของเขาเปนพระโสดาบัน
ในกาลตอมา เมื่อบิดาถึงแกกรรมแลว เขากลาววา "แม ฉันจักทําการคาขายทางเรือ"
มารดา เป็นห่วงลูก จึงห้ามเสีย เพราะเห็นว่าทรัพยในเรือนก็มีมากอยู่แล้ว อีกอย่าง การค้าขายทางเรือนั้น ต้องเดินทางข้ามมหาสมุทร ซึ่งมีอันตรายมากมาย นั่นเอง
แม้จะห้ามอย่างไร แต่นายมิตตวินทุกะ ก็ยังขืนดึงดันจะไปอยางเดียว
แมถูกมารดาจับที่มือไว ก็สลัดมือออก ทั้งยังทุบตีมารดาใหลมลง พอไดโอกาสก็บึ่งไปยังเรือสมุทรทันที
เพราะกรรมจากการทุบตีมารดานั่นเอง ในวันที่ ๗ จู่ๆ เรือที่กำลังแล่นอยู่ในมหาสมุทร ก็เกิดหยุดอยู่กับที่ไมเคลื่อนไหว
ผู้คนบนเรือก็เห็นเป็นเรื่องประหลาด และได้พูดคุยซุบซิบกันแล้ว ต่างก็ลงความเห็นว่า “จะต้องมีใครคนใดคนหนึ่งแน่ๆบนเรือนี้ ที่เป็นคนกาฬกัณณี" จึงได้ทำสลากขึ้นแล้วก็ให้คนบนเรือทุกคน จับสลากนั้น
หากคนใดจับสลากนั้นได้ ก็แสดงว่า คนนั้น เป็นคนกาฬกัณณี
ท่านผู้อ่านที่เคารพทุกท่านครับ ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ เพราะ! มิตตวินทุกะนั้น จับสลากนั้นได้ถึง ๓ ครั้งติดต่อกัน
แน่นอนว่า ทุกสายตาของผู้คนทั้งหมดบนเรือ ต่างจับจ้องมาที่เขา แสดงออกถึงคำพูดของทุกคนว่า “เอ็ง คือ คนกาฬกัณณี”
จากนั้น จึงมอบแพแกเขาแล้วทำการโยนลงไปในท้องทะเล ตูม!!!!
นายมิตตวินทุกะ อาศัยแพนั้นลอยคอ จนไปถึงเกาะแหงหนึ่ง และพลันสายตา ก็ไดมองเห็นนครๆหนึ่ง มี ประตู ๔ ประตู ตั้งอยู่บนเกาะนั้น
ว่ากันวา เกาะที่นายมิตตวินทุกะ ลอยคอไปถึงนั้น ชื่อว่า อุสสทนรก อันเปน สถานที่เสวยกรรมของสัตวผูเกิดในนรกเปนอันมาก
แต่ทุกท่านครับ ด้วยกรรมที่เกิดแต่การทุบตีมารดานั้นเอง ทำให้นายมิตตวินทุกะมองเห็นนรกนั้น ราวกับนครอันเขาประดับประดาอย่างสวยงาม
เขาคิดวา เรา! จักเปนพระราชาในนครนี้ จึงได้ก้าวเท้าเขาไปภายในนครด้วยความกระหยิ่มยิ้มย่อง
เมื่อเดินเข้าไป เขาก็ไดเห็นสัตวนรกตนหนึ่ง มีจักรอันคม ทูนอยูบนศีรษะ กำลังร้องครํ่าครวญโหยหวนด้วยความเจ็บปวดอยู
ผลกรรมบังตา ทำให้นายมิตตวินทุกะ
มองเห็นจักรอันคมบนศีรษะของสัตวนรกนั้น ว่าเปนเหมือนดอกปทุม(ดอกบัว)
เห็นเคร่ื่องจองจํา ๕ อยางที่อก ว่าเป็นเหมือนเครื่องประดับอก
เห็นโลหิตที่ไหลออกจากสรีระ ไดปรากฏว่าเปนน้ำมันจันทนเครื่องลูบไล
ได้ยินเสียงครํ่าครวญโหยหวน ประดุจว่าเปนเสียงเพลงขับที่ไพเราะเสนาะหู
เขาอดใจไว้ไม่ไหว จึงได้เดินเขาไปใกลสัตวนรกนั้นแลว กลาววา"บุรุษผูเจริญ ทานทัดดอกปทุมนานแลว จงใหดอกปทุมนั่นแกฉันเถิดหนา"
สัตวนรกตัวนั้น ก็พยายามบอกว่า มันไมใชดอกปทุมนะ มันเปนกงจักร!
มิตตวินทุกะ ก็ไม่ยอมเชื่อ ซ้ำยังอ้างว่า สัตว์ตัวนั้น ไม่เต็มใจให้ตนเองอีกต่างหาก
เม่ื่อการณ์เป็นเช่นนี้ สัตวนรกนั้น จึงฉุกคิดได้วา "กรรมของเราคงจักจบสิ้นแลว, บุรุษคนนี้ คงจะตีมารดาเหมือนอยางที่เราเคยทำมาแลว เพราะฉะนั้น เราจักใหจักรอันคมแกเขา" ว่าแลว จึงได้ถอดแล้วโยนจักรอันคมนั้นไวบนศีรษะของมิตตวินทุกะ ฟึ้บ!!
จักรนั้น เมื่อตกไปอยู่บนศีรษะของมิตตวินทุกะแล้ว มันก็เริ่มทำงานทันที แรงหมุนของมันนั้น ประหนึ่งว่ากำลังบดกระหมอมของเขาให้แตกสลายเลยทีเดียว เขาประสบเวทนา ครํ่าครวญแลว
นายมิตตวินทุกะ เสวยทุกขอยูในนรกนั้นสิ้นเวลานาน เพราะผลแหงอกุศลกรรมคือการใหประหารมารดา เมื่อวิบากแหงกรรมสิ้นแลว จึงละจักรอันคมไปตามกรรมแล
วันนี้ ขออนุญาตลงไว้แต่เพียงเท่านี้ก่อนนะครับ ไว้เจอกันใหม่ในหัวข้ออื่นต่อไป ขอบคุณที่ติดตามผลงานมาตลอดด้วยดีเสมอมาครับ
สภา ศรีคำเวียง