สวัสดีครับ วันนี้ มาพูดเรื่องกถาว่าด้วยการสงเคราะห์ภริยาและสามี กันครับ
ในทางพระพุทธศาสนานั้น พระผู้มีพระภาค ตรัสไว้ว่า "ภิกษุทั้งหลาย บุตร (จำแนกออกเป็น) ๓ จําพวก คือ อภิชาตบุตร อนุชาตบุตร และอวชาตบุตร
อภิชาตบุตรเป็นอย่างไร ?
ภิกษุทั้งหลาย มารดาบิดาของบุตรนี้ ไม่ถึงพระพุทธเจ้า ไม่ถึงพระธรรม ไม่ถึงพระสงฆ์เป็นสรณะ ไม่งดเว้นจากปาณาติบาต อทินนาทาน กามมิจฉาจา มุสาวาท ไม่งดเว้นจากน้ำเมา
เป็นผู้ทุศีล มีบาปธรรม,
ส่วนบุตรของเขา ถึงพระพุทธเจ้า พระธรรมพระสงฆ์เป็นสรณะ
งดเว้นจาปาณาติบาต ฯลฯ
ภิกษุทั้งหลาย อภิชาตบุตร เป็นอย่างนี้แล
อนุชาตบุตร เป็นอย่างไร ?
ภิกษุทั้งหลาย มารดาบิดาของบุตรนี้ ถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ ฯลฯ มีศีล มีกั ลยาณธรรม และบุตรของเขา ก็เป็นผู้ถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ อย่างนั้นเหมือนกัน
ภิกษุทั้งหลาย ส่วน อวชาตบุตร เป็นอย่างไรกันเล่า ?
ภิกษุทั้งหลาย มารดาบิดาของบุตรนี้ เป็นผู้ถึงพระพุทธเจ้า เป็นสรณะ ฯลฯ มีศีล มีกัลยาณธรรม ส่วนบุตรของเขา ไม่ถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ ฯลฯ เป็นผู้ทุศีล มีบาปธรรม
ภิกษุทั้งหลาย อวชาตบุตร เป็นอย่างนี้แล
นี่คือ นิยามความหมายของบุตร ๓ ประเภท
ส่วนนิยามคำว่า ภริยา นั้น ไม่น่าเชื่อ ก็ต้องเชื่อครับว่า ท่านพระอุบาลีเถระ ได้กล่าวไว้ในวิภังค์แห่งสัญจริตตสิกขาบทว่า ภริยา นั้น มีจำแนกไว้ถึง ๒๐ จําพวก ด้วยกันเลยทีเดียว
แต่เอาเฮอะ ไม่ว่าจะเป็นประเภทใดก็แล้วแต่
เมื่อได้ชื่อว่าเป็นบุตรและภริยาแล้ว ก็สมควรที่ผู้เป็นสามี จะพึงบำรุงหรือสงเคราะห์ภริยา ด้วยฐานะ ๕ อย่างคือ
๑. ด้วยการนับถือ
๒. ด้วยการไม่ดูหมิ่น
๓. ด้วยการไม่ประพฤติล่วงด้วย (ไม่นอกใจ)
๔. การมอบความเป็นใหญ่ (ในบ้าน) ให้
๕. ด้วยการให้เครื่องประดับประดา
และในขณะเดียวกัน เมื่อสามีให้การบำรุงหรือสงเคราะห์ด้วยฐานะ ๕ อย่างนี้แล้ว
คุณภริยานั้น ก็ควรอนุเคราะห์สามีด้วยฐานะ ๕ ประการ กลับคืนมา เช่นกัน คือ
๑. เป็นผู้จั ดการงานดี
๒. เป็นผู้ สงเคราะห์ปริชน (คนข้างเคียง) ดี
๓. เป็นผู้ไม่ประพฤติล่วง (นอกใจ)
๔. รักษาทรัพย์ที่สามีนํามาแล้ว
๕. เป็นผู้ขยันไม่เกียจคร้านในการงานทั้งปวง
เมื่อต่างฝ่ายต่างเคารพให้เกียรติกันและกันเช่นนี้ ครอบครัวก็ย่อมจะเกิดความสงบสุข ไม่มีการทะเลาะเบาะแว้ง ฆ่ารันฟันแทงกัน อย่างที่เห็นๆกันอยู่ในทุกแพลตฟอร์มข่าว ในปัจจุบัน
ที่สำคัญกว่านั้น ก็คือว่า ความเดือดร้อนที่เกิดขึ้นนั้น ไม่เพียงแต่มีเฉพาะในโลกนี้เท่านั้น
แม้นเมื่อตายวายชีวาไปแล้ว ก็ย่อมบังเกิดในอบาย ๔ มีนรก เป็นต้น ดังมีเรื่องนี้ เป็นอุทาหรณ์
ในอดีตกาล มีภริยาของอุกาสกชายคนหนึ่ง เกิดประพฤตินอกใจสามีขึ้น
เขาเห็นภรรยานั้น ประพฤตินอกใจคาตา จึงได้กล่าวกะภริยาว่า
'เหตุไร หล่อนจึงทําอย่างนั้น ?
นาง พอได้ฟังคำของสามี แทนที่จะสำนึก กลับกล่าว (แถ) ไปว่า
'ถ้าดิฉันทํากรรมเห็นปานนี้ไซร้ ก็ให้สุนัขตัวนี้ รุมกัดดิฉัน ได้เลย” ว่างั้น
และแล้ว กาลเวลาก็ผ่านไป จนนางเสียชีวิตแล้ว
ผลกรรมนั้น ส่งผลให้นาง เกิดเป็นนางเวมานิกเปรต อ่านว่า เว มา นิก กะ เปรต
อยู่ใกล้ๆสระน้ำ ชื่อว่ากัณณมุณฑะ
ถึงตรงนี้ ท่านได้อธิบายต่อไปว่า เปรตชนิดนี้ เป็นเปรตที่แปลกมากๆ กล่าวคือ
ตอนกลางวัน จะเสวยสมบัติ (กลางวันสุข)
แต่พอตกกลางคืน จะเสวยทุกข์ (กลางคืนเศร้า)
ทีนี้!!!
พระเจ้ากรุงพาราณสี ได้เสด็จไปล่าเนื้อ เสด็จเข้าป่า ถึงสระกัณณมุณฑะโดยลําดับ ก็ไปเจอนางเปรตนั้นเข้า
ก็ได้เสวยสมบัติ (มีสัมพันธ์) กับนางเวมานิกเปรตนั้น
แต่พอตกกลางคืน ก็หลอกพระราชาว่าไปนู่น นั่น นี่
แท้จริงแล้วคือ นาง ต้องไปเสวยกรรม นั่นเอง เอ๊ะ ยังไง
อย่างนี้ครับ
เมื่อเห็นอาการแปลกๆ นี้ ถี่เข้าๆ พระราชาจึงค่อยๆสะกดรอยไปแอบดู
และแล้วพระองค์ก็ต้องตะลึงกับสิ่งที่เห็นอยู่ต่อหน้าต่อตา คือ
พระองค์ ได้ทรงเห็นสุนัขตัวหนึ่ง วิ่งออกมากจากสระน้ำ
เสร็จแล้ว มันก็กัดนางเข้า งับ!!!
พอเห็นสุนัขกัดนาง พระราชาก็ใช้ดาบ ตัดสุนัขนั้นออกเป็น ๒ ท่อน
ใครเห็นก็ว่า ตาย โอ๊ะ..ไม่ตาย!!!
สุนัขนั้น ได้กลายร่างมาเพิ่มเป็น ๒ ตัว
พอตัดอีก ก็เพิ่มจาก ๒ ตัว เป็น ๔ ตัว เป็น ๘ ตัว เป็น ๑๖ ตัว เป็นเท่าทวีคูณ
นางจึงทูลว่า "ข้าแต่พระสวามี พระองค์ทรงทําอะไร ?"
ท้าวเธอตรัสว่า
"นี่มัน อะไรกันแน่?"
นางจึงทูลว่า "ขอพระองค์จงอย่าทรงทําอย่างนั้น จงทรงถ่มก้อนพระเขฬะลงบนพื้นดินแล้ว ทรงขยี้ด้วย
พระบาทเถิด"
ท้าวเธอได้ทรงทําอย่างนั้น. สุนัขทั้งหลาย ได้หายไปแล้ว
วันนั้น กรรมของนางสิ้นแล้ว
พระราชา ก็ทรงมีวิปฏิสาร(หนาวๆร้อนๆ) จึงเริ่มจะเสด็จหนีไป
นางทูลว่า "ข้าแต่พระสวามี กรรมของหม่อมฉันสิ้นแล้ว
ขอพระองค์อย่าได้เสด็จไป"
พระราชา มิได้ทรงฟังเลย เสด็จหนีไปแล้ว
นี่เป็นเพราะกรรม ที่เกิดขึ้นเพราะนางเคยประพฤตินอกใจสามีนั่นเอง
เอาล่ะครับ วันนี้ ขออนุญาต จบไว้แต่เพียงเท่านี้ก่อน
ไว้พบกันคราวหน้าครับ ขอบพระคุณที่ติดตามครับ
สภา ศรีคำเวียง