Social Link
มงคลข้อที่ ๑๐ วาจาอันเป็นสุภาษิต

                     สวัสดีครับ วันนี้มาพูดถึงมงคลข้อที่ ๑๐ ว่าด้วย วาจาอันเป็นสุภาษิต ครับ

คำว่าวาจา ท่านวิเคราะห์ศัพท์เอาไว้ในอรรถกถาสุภาสิตสูตร สุตตนิบาต และในฎีกาสุภาสิตสูตร ปัญจกนิบาต อังคุตตรนิกาย ไว้ว่า

“วาจาที่เจรจากันอันมาในพากยมีอาทิอยางนี้วา วาจาที่พูด วาจาที่เปลง คําเปนคลอง” ดังนี้ ก็ดี “วาจาอันหาโทษมิได สบายหู” ดังนี้ก็ดี  ชื่อวา วาจา

                     สวนวาจา ที่เรียกว่าวาจาอันมีลักษณะแห่งสุภาษิตนั้น พระผูมีพระภาค ตรัสไวในสุภาสิตสูตรจตุตถปัณณาสก์ แห่งปัญจกนิบาต อังคุตตรนิกายวา "ภิกษุทั้งหลาย วาจาอันประกอบดวยองค ๕ ยอมเปนสุภาษิต หาเปนทุพภาษิตไม, ไมมีโทษ และวิญูชนทั้งหลายติเตียนไมได องค์ 5 เป็นไฉน คือ
                      กลาวตามกาล ๑ 
                      กล่าวแต่วาจาสัตย์ ๑
                      กล่าววาจาออนหวาน ๑ 
                      กลาววาจาประกอบดวยประโยชน ๑ 
                      กล่าวด้วยเมตตาจิต ๑
                      ภิกษุทั้งหลาย วาจาอันประกอบดวยองค ๕ เหลานี้แล ยอมเปนสุภาษิต หาเปนทุพภาษิตไม, ไมมีโทษ และวิญูชนทั้งหลายติเตียนไมได้

                      ดังนั้น วาจาที่ประกอบดวยองค์ ๕ มีกลาวตามกาลเปนตน จึงชื่อวาเปนวาจาอันเป็นสุภาษิต. วาจาอันเป็นสุภาษิตนั้น จัดเปนมงคล เพราะนํามาซึ่งโลกิยสุขและโลกุตรสุข
                      ในวันนี้ จึงจักขอยกมาแต่เพียง ๑ องค์ ในบรรดาองค์ ๕ แห่งวาจาอันเป็นสุภาษิตนั้น คือ การกล่าววาจาอ่อนหวาน อย่างไร?  จึงได้ชื่อว่า เป็นวาจาสุภาษิต 
                      ก่อนอื่นพึงเข้าใจว่า บุคคลควรละวาจาหยาบคายแล้วกล่าวแต่คำอันเป็นที่รัก วาจาที่อ่อนหวาน จึงจักได้ชื่อว่า เป็นผู้กล่าววาจาอันเป็นสุภาษิต
                      เพราะบุคคลที่มักกล่าวแต่วาจาหยาบคาย วาจาที่เปล่งออกมานั้น มักจะทําความพินาศ ก่อให้เกิดความไมเปนที่รักที่พอใจ ให้แก่บุคคลอื่น

                      อย่าว่าแต่จะพูดกับมนุษย์ด้วยกันเลย แม้แต่กับสัตวดิรัจฉาน แท้ๆ คำพูดหยาบคายนั้น ก็ยังสามารถทำให้เจ้าของมัน เกิดความพินาศ สูญเสียเงินตั้งมากมายมาแล้ว  ในข้อนี้ มีเรื่อง  โคนันทิวิสาล เป็นอุทาหรณ์
                     ในอดีตกาลนั้น พระโพธิสัตว บังเกิดในกําเนิดโค ในกรุงตักกสิลา  ครั้งนั้น พราหมณผูหนึ่ง ไดโคตัวนั้นมาจากคนที่มาทำบุญด้วย ในเวลาที่ยังเปนลูกโคออนอยู 
                     พราหมณ์นั้นก็เลี้ยงดูโคน้อยตัวนั้นเป็นอย่างดี รักอย่างกับลูกเลยทีเดียว อาหารการกินก็มีแต่ของดีๆทั้งนั้น จนได้ขนานนามวัวตัวนั้นวา "นันทิวิสาล"
                     ฝ่ายโคนันทิวิสาลนั้น เมื่อเจริญวัยแลว ก็นึกถึงบุญคุณข้าวน้ำที่พราหมณ์ได้อุตสาห์เลี้ยงดูตนเองมาอย่างดี จึงอยากจะตอบแทนบุญคุณพราหมณท่านนั้นบ้าง จึงได้พูดกับพราหมณ์ในวันหนึ่งว่า 
                      "ไปเถิดพ่อ พ่อจงไปหาโควิทเศรษฐี แล้วประกาศว่า 'โคของข้าพเจ้า ชื่อนันทิวิสาล ตัวนี้ จักลากเกวียน ๑๐๐ เล่ม ซึ่งผูกติดกันไปได้  ให้ท่านได้ชมเป็นบุญตา เพราะว่า ไม่มีโคตัวไหนหรอก ที่จะสามารถทำเช่นนี้ได้เหมือนกับโค ลูกรักของข้าฯ

                      นี่ข้าพเจ้า พูดจริงนะ ไม่ได้โม้ ถ้าท่านไม่เชื่อ ก็ลองดูได้นะ ปกติแล้ว ข้าพเจ้า ไม่เล่นการพนันนะ แต่ถ้าท่านอยากจะพิสูจน์ ก็ลองเสี่ยงดวงกันสักพันมั้ยล่ะ  
                      และแล้ว เมื่อความเห็นไม่ตรงกัน การพนัน จึงเกิดขึ้น 
                      หลังจากตกปากรับคำกันอย่างนั้นแล้ว พราหมณ์ก็บรรทุกเกวียน ๑๐๐ เลม ที่บรรทุกเต็มไปด้วยทราย กรวดและกอนหิน เปนตน จอดไวโดย ลําดับ ผูกติดตอกันดวยเชือกสอดไมคํ้าไวใตลอ เอาเชือกผูกปลายแอกอันหนึ่งที่ธูป เกวียนเลมหนา สอดไม้ค้ำไว้ โดยประการที่เมื่อโคตัวเดียวเข็นไป ปลายแอกจะไมกระดิก ไมเขยื้อนไปขางโนนขางนี้ เสร็จแลว จึงทำการเทียมโคนันทิวิสาลที่ปลายแอกอันหนึ่ง นั่งบนธูปคันเกวียน เงื้อปะฏักขึ้น แต่กลับ(เจือก) พูดกับโคนั้น ด้วยคำอันหยาบวา 

                     "เจาโคโกง จงไป, เจาโคโกง จงเข็นไป ฮึ้ย! ฮึ้ย!

                      โคนันทิวิสาล ที่กำลังรวบรวมสมาธิอย่างเต็มที่เพื่อจะลากเกวียนเหล่านั้น แต่พอไดยินเสียงที่ไมนาพอใจจากปากของพราหมณ์นั้น ก็ไม่ออกแรงลากเกวียนเลยแม้แต่น้อย กลับยืนนิ่งเฉยอยูในที่นั้นนั่นเอง            
                      เมื่อเหตุการณ์เป็นเช่นนี้ ไม่ต้องเดาก็คงพอจะรู้ว่า พราหมณ์นั้น โดนแดร๊กเงินพันอย่างแน่นวน เฮอะ! 
ก็แกเล่นไปใช้คำพูดคำหยาบกับโคลูกรักตัวเองซะแรงเลย โค ก็มีหัวใจ...
                      พราหมณ์นั้น ได้แต่เดินคอตก ไปถึงเรือนแลว ก็เอาแต่นอน เศราโศกเสียใจ (จากการเสียเงินหนึ่งพัน) อิ อิ
                      โคนันทิวิสาล นั้น ก็สังเกตดูอยู่ว่าพราหมณนั้น เอาแต่เศราเสียใจ จึงได้เดินเข้าไปหาพราหมณ์นั้นแล้วพูดขึ้นว่า 
                     “พ่อครับ พ่ออย่าเสียใจไปเลยนะ ลูกจะกู้หน้าให้พ่อเอง พ่อจงทําการพนันดวยทรัพยกับโควินทเศรษฐีอีกครั้งนะ คราวนี้ลงทบต้นทบดอกไปเลย ๒ พัน แต่! มีข้อแม้อย่างหนึ่งว่า คราวนี้ พ่ออย่าพูดไม่ดีกับลูกเหมือนครั้งก่อนนะ ไอ้ที่ว่า "เจาโคโกง จงไป, เจาโคโกง จงเข็นไป หยั่งงี้ไม่เอาแล้วนะ
                      พราหมณได้ยินดังนั้นแล้ว จึงไปขอแก้มือกับโควิทเศรษฐีอีกครั้ง 
                      แต่คราวนี้ พราหมณ์นั้น ไม่พูดหยาบอีกแล้ว แต่กลับใช้คำพูดแบบใหม่ ที่เป็นคำอ่อนหวาน ละมุนหู ว่า
                             "พ่อผู้เจริญ จงไป, พ่อผู้เจริญ จงเข็นไป"

                      โคนันทิวิสาล ไดฟงเสียงที่นาพอใจดั่งนั่น ก็รวบรวมสมาธิและกำลัง แล้วลากเกวียน ๑๐๐ เลมที่ผูกติดกันไปไดดวยกําลังแรงตัวเดียว ให้เกวียนเลมที่จอดอยูหลังสุด มาไว ณ จุดที่เกวียนเล่มแรกจอดอยู่ เลยทีเดียว
                      เท่านั้นยังไม่พอ ยังโชว์กำลัง ด้วยการลากต่อไปอีก ๑ ช่วง ๑๐๐ เล่มเกวียน รวมแล้ว  เป็นช่วงความยาวถึง ๒๐๐ เล่มเกวียนเลยทีเดียว

                       สุดท้าย พราหมณ์ก็เอาชนะไปได้ในครั้งนี้ เบ็ดเสร็จแล้ว หอบเงินกลับบ้านทบต้นทบดอกถึง 2 พัน กหาปณะเลยทีเดียว
ก็เพราะ คำพูด ของตนเอง โดยแท้
                       ท่านสุนทรภู่ กวีเอกของไทย ท่านยังได้ประพันธ์บทกวีเอาไว้บทหนึ่ง ในนิราศภูเขาทอง ว่า 
                                  “ถึงบางพูด พูดดี เป็นศรีศักดิ์ 
                                    มีคนรัก รสถ้อย อร่อยจิต
                                    แม้พูดชั่ว ตัวตาย ทำลายมิตร 
                                    จะชอบผิด ในมนุษย์ เพราะพูดจา”
                       พระผูมีพระภาค ครั้นทรงนําอดีตนิทานมาอยางนี้แลว จึงตรัสวา "ภิกษุทั้งหลาย ขึ้นชื่อวาคําหยาบคาย ไมเปนที่พอใจของใคร ๆ เลย" ดังนี้แล้วจึงตรัสคาถานี้ ในนันทิวิสาลชาดก ในตติยวรรค เอกนิบาตวา 
                        "บุคคลพึงกลาววาจาเปนที่เจริญใจเทานั้น, ไมพึงกลาววาจาที่ไมเปนที่เจริญใจ ในกาลไหน ๆ
                         เมื่อพราหมณกลาววาจาเปนที่เจริญใจ, โคนันทิวิสาล จึงเข็นภาระที่หนักไปได, 
                         ทั้งยังพราหมณนั้น ให้ได้ทรัพย์ และดวยการนั้น โคนันทิวิสาลได มีใจเบิกบานแลว."

   วันนี้ ขอยุติไว้แต่เพียงเท่านี้ ขอบพระคุณที่ติดตามครับ

                                                                                         สภา  ศรีคำเวียง


image
image
image
 
 
 
 

Website Policy | Privacy Policy | Security Policy | Disclaimer | ข้อกำหนดการใช้ Cookies รองรับการทำงานบน Internet Explorer v.11+, Microsoft Edge, Firefox v.47.0+, Chrome v.51+

จำนวนการเข้าชม : 966,216