Social Link
มงคลข้อที่ ๑๔ กถาว่าด้วยการงานไม่อากูล

สวัสดีครับ วันนี้ นำกถาว่าด้วยการงานไม่อากูล มาฝากทุกท่าน 
คำว่า “การงาน” ในมงคลสูตรนี้ ท่านให้ความหมายไว้ว่า 
"การงาน คืออุบายเครื่องเลี้ยงชีวิต 
มีกสิกรรม (ทำการเกษตร) 
โครักขกรรม (เลี้ยงและรักษาโค) 
และพาณิชกรรม (การค้าขาย) เป็นต้น 
ส่วนคำว่า “อากูล” แปลว่า คั่งค้าง, ไม่เรียบร้อย
ดังนั้น ผู้ใดก็ตาม หากทำงานทั้งหลาย ที่เว้นจากความอากูล คือ
ทำงานด้วยความเป็น ผู้รู้จักกาล 
เป็นผู้ทําสมควร เป็นผู้ไม่เกียจคร้าน 
ความถึงพร้อมด้วยความเพียรคือความหมั่น 
และงานที่ทำนั้น ก็ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความเสื่อมเสียแล้วไซร้ 
ผู้เช่นนี้ ย่อมประสพทรัพย์ คือ มีแต่รวย รวย รวย 
รวยไม่ไหวแล้ว!!!!!! นั่นแล
ดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาใน สังยุตตนิกาย สคาถวรรคว่า
ปฏิรูปการี ธุรวา อุฏฺฐาตา วินฺทเต ธนํ.
คนมีธุระ หมั่นทำการงานให้เหมาะเจาะ ย่อมหาทรัพย์ได้.
แต่ก็อย่างว่าล่ะครับ เส้นทางของคนเรา ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเสมอไป
บางครั้ง กว่าจะประสบความสำเร็จในเส้นทางการเงินการงานได้
ต้องฟันฝ่าปัญหาอุปสรรคมากมายนานัปการ 
นี่ล่ะ!!! คำว่า ปัญหาอุปสรรคนี่แหละ คือตัวการสำคัญ
ที่ทำให้คนเรา รวย รวย รวยไม่ได้เลย!!!
นั่นคือ
        ๑. ทำงานไม่ถูกกาล ยังไม่ถึงเวลาทำก็ใจร้อนด่วนไปทำ แต่พอถึงเวลาควรทำกลับไม่ทำ เช่น ตอนแดดออกมัวไปถูบ้าน พอฝนตกกลับไปซักเสื้อผ้าตากเท่าไหร่ก็ไม่แห้ง หรือตอนเด็กไม่ยอมเรียนหนังสือ เที่ยวสำมะเลเทเมา พอแก่เฒ่าจะมาเรียนก็เรียนไม่ไหวแล้ว
         ๒. ทำงานไม่ถูกวิธี ทำผิดขั้นตอน ผิดลำดับ เช่น จะทำความสะอาดบ้าน  ก็ไปกวาดพื้นก่อนแล้วกวาดเพดานทีหลัง  ฝุ่นผงต่างๆ ก็ตกลงมาต้อง กวาดพื้นใหม่อีก เป็นต้น
         ๓. ไม่ยอมทำงาน ชอบผัดวันประกันพรุ่ง  หรือหาเหตุต่างๆ นานามาอ้าง เช่น รอฤกษ์ รอยาม เป็นต้น
         ด้วยเหตุนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงทรงแสดงธรรมเป็นเครื่องยังประโยชน์หรือการงานให้สำเร็จได้ เรียกว่า อิทธิบาท 4 เอาไว้ นั่นคือ
          ๑. ฉันทะ  คือ ความพอใจ (รักงานที่ทำ) 
          ๒. วิริยะ   คือ ความพากเพียร (ขยันทำงาน)
          ๓. จิตตะ   คือ ความเอาใจใส่  (ตั้งใจทำงาน)
          ๔. วิมังสา  คือ การพินิจพิเคราะห์ (หมั่นตรวจสอบงาน)
           เมื่อเราทั้งหลาย ได้ประพฤติปฏิบัติตามหลักธรรมนี้แล้ว ย่อมหาทรัพย์สมบัติได้
ในข้อนี้ มีเรื่อง จูฬกเศรษฐี เป็นอุทาหรณ์
           ในอดีตกาล พระโพธิสัตว์กำเนิดเป็นเศรษฐี ชื่อจูฬกะ ในกรุงพาราณสี ได้เป็นผู้รู้นิมิตทั้งปวง  
วันหนึ่ง ท่านจูฬกเศรษฐีนั้น ไปยังราชสํานัก พบหนูตายตัวหนึ่ง อยู่บนถนน 
ท่านจึงตรวจดูดาวนักษัตร ในขณะนั้น พึมพำๆ อยู่ครู่หนึ่ง จึงกล่าวขึ้นว่า
"กุลบุตรผู้มีจักษุ (มีวิสัยทัศน์) ถือเอาหนูตัวนี้แล้ว อาจเลี้ยงดูภริยา และประกอบการงานได้." 
           ทีนั้น ก็มีบุรุษเข็ญใจคนหนึ่ง ซึ่งเป็นคนใช้ของท่านเศรษฐีนั้น ได้ยินคํานั้น
จึงได้ถือเอาหนูนั้น ไปขายในตลาด เพื่อประโยชน์แก่แมว 
ได้ทรัพย์มากากณิกหนึ่ง (ชื่อเรียกสกุลเงินชาวชมพูทวีปในสมัยนั้น ๑ กากณิก คือ ๑/๘ ของกหาปณะ)
พอได้เงินมา เขาก็เอาเงินนั้น ไปซื้อน้ำอ้อยและน้ำเปล่า  
จากนั้น ก็เอาน้ำอ้อยและน้ำเปล่านั้น ไปขายให้แก่พวกช่างจัดดอกไม้ซึ่งเพิ่งออกมาจากป่า
แหม!! กำลังเหนื่อยๆ ใครล่ะจะไม่ซื้อ 
พอซื้อแล้ว พวกช่างจัดดอกไม้เหล่านั้น ได้ให้ดอกไม้คนละกําแก่เขา รวมทั้งหมด ๘ กำ
พอรุ่งขึ้น เขาเอาดอกไม้ทั้งหมดนี่แหละ ไปขายต่ออีก รวมแล้ว ได้เงินมา ๘ กหาปณะ
          วันหนึ่ง เกิดมีลมและฝนตกขึ้น ทำให้ไม้แห้ง กิ่งไม้ และใบไม้ เป็นอันมากในราชอุทยาน 
ร่วงหล่นลง คนเฝ้าอุทยาน ไม่อาจจะขนทิ้งได้
เขาก็ไปเสนอตัวอีกว่า "ให้ผมขนออกให้มั้ยล่ะ แต่ฟืนและใบไม้เหล่านี้ ต้องให้ผมนะ”
คนเฝ้าอุทยาน ได้ฟังแล้วก็ โอเค แม่ใหญ่สอน เอาไปเลย
หวานเขาละ!!
เขาคนเดียว จะขนออกไปไหวได้อย่างไร คำตอบคือ แกไปจ้างเด็กน้อย ครับ
จ้างด้วย น้ำอ้อย ที่แกมีอยู่นั่นไง 
พอเด็กน้อย ได้กินน้ำอ้อย ก็พากันช่วยขนฟืนออกไปโดยครู่เดียว 
แล้วให้ทําเป็นกองไว้ที่ประตูอุทยาน 
จากนั้น แกก็เอาฟืนนั้น ไปขายให้ช่างปั้นหม้อ ครับ
ถึงตอนนี้ แกมีเงินทุนเดิมอยู่ ๘ กหาปณะ 
รวมกับค่าฟืนที่ได้ในครั้ง รวมทั้งหมด ก็เป็น ๒๔ กหาปณะ แล้ว
ทำเป็นเล่นไป!!!
เท่านี้ยังไม่พอ วันรุ่งขึ้น เขาก็ตั้งตุ่มน้ำดื่มไว้ใกล้ประตูพระนคร 
คอยตักน้ำเย็นๆ ให้พวกคนขนหญ้า ๕๐๐ คน ที่กำลังขนหญ้ากันอยู่ 
คนขนหญ้าเหล่านั้น ได้ดื่มน้ำแล้วก็กล่าวว่า 
"สหาย ท่านมีอุปการะมากแก่พวกเราเหลือเกิน
พวกเราจะทําอะไรตอบแทนแก่ท่านดีน้อ" 
เขากล่าวว่า "ถ้ามี เดี๋ยวจะบอก" ว่างั้น
จากนั้น แกก็คอยสอดส่องสายตาหานั่นหานี่อยู่อย่างนั้นแหละ
สักพัก ก็มีพวกพ่อค้า มาบอกแกว่า 
"พรุ่งนี้ จะมีพ่อค้าม้า นําม้ามา ๕๐๐ ตัว มาแถวๆนี้" 
แค่นั้นแหละ แกก็ดีดนิ้วเปาะ!!!
แล้วก็เดินไปพูดกะพวกคนขนหญ้าว่า 
"วันนี้ ขอพวกท่านจงให้ฟ่อนหญ้าแก่ข้าพเจ้าคนละฟ่อนนะ
และเมื่อข้าพเจ้า ยังไม่ได้ขายหญ้า ขอพวกท่านจงอย่าขายตัดหน้าก่อนนะ" 
พวกคนขนหญ้า กล่าวว่า "ดีละ" แล้วจึงได้ให้ฟ่อนหญ้า ๕๐๐ ฟ่อน แก่เขาไป
พวกพ่อค้าม้า ไม่ได้หญ้าจากที่อื่น เพราะไม่มีใครขายให้ 
ก็มีแต่เขาคนเดียวที่มีหญ้าอยู่ในขณะนี้ รวยสิครับ ในที่สุด ทุกคนก็ต้องซื้อหญ้าจากแก
รวมแล้ววันนี้ แกได้เงินจากการขายหญ้า ๑ พัน เลยทีเดียว
จากนั้น ล่วงไปได้ ๒-๓ วัน 
พ่อค้าผู้ประกอบการงานทางน้ำ ก็มาบอกข่าว(แก่เขา) ว่า 
"เรือมาจอดที่ท่าแล้ว." 
เขาเช่ารถเช่า พร้อมทั้งมวลบริวาร ด้วยทรัพย์ ๘ กหาปณะ ไปยังท่าเรือด้วยยศใหญ่
ให้แหวนวงหนึ่งเป็นมัดจําแก่ (นาย) เรือแล้วนั่งอยู่ที่ภายในศาลา. 
ครั้งนั้น พ่อค้าประมาณ ๑๐๐ คน มาแล้ว ได้ให้ทรัพย์แก่เขาคนละพันๆ 
รวมแล้ว เป็นจำนวนหนึ่งแสนแล้วก็ออกเดินทาง ทางเรือร่วมกับเขา 
แล้วให้ทรัพย์อีก ๑ แสน แก่เขา ได้รับเอาสินค้าทั้งหมดในเรือ.
รวมแล้ว เขารับเอาทรัพย์ ๒ แสนเหนาะๆไป กับการลงทุนในครั้งนี้ 
พอมีเงิน  ก็คิดว่า เอ! เราได้ไอเดียจากการหาเงินทั้งหมดนี่ ก็เพราะฟังคำพูดจากท่านจูฬกเศรษฐี
เราควรเป็นคนกตัญญู แล้วจึงเอาเงิน ๑ แสน ไปให้ท่านเศรษฐีเป็นการตอบแทน 
ท่านเศรษฐี คิดว่า "บัดนี้ ไม่ควรจะให้เด็กเช่นนี้ทําการรับใช้เรา อีกแล้วล่ะ" 
เอาเป็นลูกเขยเลยดีกว่า ว่าแล้ว ก็ได้ยกธิดาของตนให้แก่เขา ซะเลย
จากบุรุษเข็ญใจจนๆคนหนึ่ง ต่อมา ก็ได้รับตําแหน่งเศรษฐี (แทน) โดยกาลล่วงไปแห่งท่านเศรษฐีผู้เป็นพ่อตา 
นี่คือผลจากการเป็นผู้หมั่นทํางานที่สมควรหรือเหมาะสม
ก็ย่อมจะทำให้เขาได้โลกิยทรัพย์ ด้วยประการฉะนี้แลฯ 
สำหรับวันนี้ ก็ขออนุญาตยุติไว้แต่เพียงเท่านี้ก่อนครับ
ไว้พบกันในหัวข้อต่อไป ขอบพระคุณที่ติดตามครับ

สภา  ศรีคำเวียง


image
image
image
 
 
 
 

Website Policy | Privacy Policy | Security Policy | Disclaimer | ข้อกำหนดการใช้ Cookies รองรับการทำงานบน Internet Explorer v.11+, Microsoft Edge, Firefox v.47.0+, Chrome v.51+

จำนวนการเข้าชม : 966,216