Social Link
มงคลข้อที่ ๑๕ กถาว่าด้วยทาน

สวัสดีครับ เรามาถึงพระคาถาที่ ๕ กันแล้ว
ซึ่งในพระคาถาที่ ๕ นี้มีทั้งสิ้น ๔ กถา ได้แก่ 
ทานกถา 
ธรรมจริยกถา 
ญาตกสังคหกถา และ 
อนวัชชกัมมกถา
วันนี้ จึงขออนุญาตเริ่มกถาที่ ๑ แต่นับเป็นมงคลข้อที่ ๑๕ คือ
ทานกถา หรือ กถาว่าด้วยทาน
ทานนั้น ท่านจำแนกออกเป็น ๓ อย่าง ได้แก่
๑. จาคเจตนา วินิจฉัยว่า บุคคลย่อมให้วัตถุอันควรให้ เพราะจาคเจตนา ฉะนั้น จาคเจตนา จึงชื่อว่า ทาน
๒. วิรัติ เพราะอรรถว่า การตัด หรือ การทำลาย ซึ่งอกุศลจิต ชื่อว่า ทาน
๓. ไทยธรรม คือวัตถุอันใด อันเขาย่อมให้ เพราะเหตุนั้น ไทยธรรมนั้น จึงชื่อว่า ทาน
ดังนั้น เมื่อพิจารณาจากทั้ง ๓ คำ ดังกล่าว จึงอาจสรุปได้ว่า 
ทาน นั้น ประกอบไปด้วย ๒ ส่วนสำคัญคือ 
๑. ธรรมอันเป็นไปทางใจ ก็เรียกว่า ทาน เช่น การให้อภัยซึ่งกันและกัน 
๒. ไทยธรรม หรือ วัตถุ ๑๐ ประการ มี อันนะ (ของเคี้ยว) และปานะ (ของดื่ม) เป็นต้น ก็เรียกว่า ทาน เช่นกัน
นี่เป็นเพียงการให้ความหมายของคำว่า “ทาน” ในเบื้องต้นเท่านั้น
เพราะทาน หรือ การให้ ในที่นี้ หมายถึง การให้ในทั่วๆไป 
ซึ่งจะมีอานิสงส์มากน้อยเพียงใดนั้น ขึ้นอยู่กับ ผู้ให้และ การให้เป็นสำคัญ
แต่ในทางพระพุทธศาสนานั้น 
พระพุทธองค์ ได้ทรงแสดง ทาน ไว้โดยพิสดาร
แตกต่างจาก คำว่า ทาน อื่นๆ ทั่วไป อย่างสิ้นเชิง
กล่าวคือ องค์ประกอบที่จะทำให้ ทาน มีผลหรืออานิสงส์มาก นั่นเอง
เอ้า!! แค่เอาให้ ก็ชื่อว่า ให้ทานแล้ว มิใช่รึ ? 
แล้วจะมามีองค์ประก่งประกอบ อะไรให้วุ่นวายอีกล่ะ?
ประเดี๋ยวก่อนครับ ใจเย็นๆ 
วิเจยฺย ทานํ สุคตปฺปสตฺถํ (อ่านว่า) วิ-ไจ-ยะ  ทา-นัง  สุ-คะ-ตับ-ปะ-สัด-ถัง
การเลือกให้ อันพระสุคตทรงสรรเสริญ
เลือกให้ หมายความว่ากระไร? อยากให้ใครก็ให้ถ้าพอใจ หยั่งงั้นเหรอ
ไม่ใช่ครับ
การเลือกให้ ที่พระพุทธองค์ทรงแสดงไว้นี้ ก็คือ
องค์ประกอบสำคัญ ที่จะทำให้ ทาน มีผลหรืออานิสงส์มาก นั่นเอง
เอ้า!!! ว่ามา
๑. ทายก (ผู้ให้) ก่อนให้ ต้องมีใจดี (มีเจตนาดี)
๒. ทายก (ผู้ให้) ขณะกำลังให้ ย่อมทำจิตให้ผ่องใส 
๓. ทายก (ผู้ให้) ครั้นให้แล้ว ย่อมมีใจชื่นบาน
อันนี้ว่าด้วยผู้ให้นะ ส่วนปฏิคาหกหรือผู้รับนั่นเล่า ต้องเป็นเช่นไร? คำตอบคือ
๔. ปฏิคาหก (พระภิกษุ-สามเณร) ในพระธรรมวินัย ย่อมเป็นผู้ปราศจากราคะ
    หรือเป็นผู้ปฏิบัติเพื่อกำจัดราคะ 
๕. ปฏิคาหก (พระภิกษุ-สามเณร) ในพระธรรมวินัย ย่อมเป็นผู้ปราศจากโทสะ
    หรือเป็นผู้ปฏิบัติเพื่อกำจัดโทสะ
๖. ปฏิคาหก (พระภิกษุ-สามเณร) ในพระธรรมวินัย ย่อมเป็นผู้ปราศจากโมหะ
    หรือเป็นผู้ปฏิบัติเพื่อกำจัดโมหะ
ท่านทั้งหลาย พระพุทธองค์ตรัสว่า ทักษิณา ที่ประกอบด้วยองค์ ๖ นี้แล
มิอาจประมาณค่าแห่งบุญ แห่งกุศล ทั้งในโลกนี้และโลกหน้า มีสวรรค์ เป็นต้น มิได้เลย
หมายความว่า อานิสงส์มีมากมายมหาศาล จนไม่อาจจะนับ ชั่ง ตวง วัด 
ว่า มีจำนวน มาก ถึง มากที่ เท่าไหร่ กันแน่
ท่านอุปมาว่ามากมาย เหมือนกับน้ำในมหาสมุทร นั่นเอง
ก็ใครล่ะ จะไปนับ ชั่ง ตวง วัด น้ำในมหาสมุทรว่ามีเท่านั้น เท่านี้ได้ง่าย จริงมะ!
ทีนี้ เราคงเข้าใจกันแล้วนะครับว่า ทานที่มีผลมาก ในทรรศนะของพระพุทธศาสนานั้น เป็นอย่างไร
เอาล่ะครับ 
ทีนี้ ก็มาดูตัวอย่างของบุคคลที่ให้ทานแล้วได้ผลทานมาก ตามที่ท่านกล่าวไว้ ในทานกถานี้
สัก ๑ เรื่อง คือ เรื่องนางปัญจปาปา
ในที่นี้ จะขออนุญาตยกเอาสำนวน (ลอกมาทั้งดุ้น) ของท่านอาจารย์เสฐียรพงษ์ วรรณปก มาฝากก็แล้วกันนะครับ (หากินง่าย)
        นานมาแล้ว มีเด็กหญิงลูกคนจนอาศัยอยู่ในหมู่บ้านเล็กๆ นอกเมืองพาราณสี 
วันหนึ่งขณะนางขยำดินเหนียวเพื่อฉาบทาฝาเรือน 
พระปัจเจกพุทธองค์หนึ่งมายืนอุ้มบาตรสงบนิ่งอยู่หน้าบ้าน เพื่อบิณฑบาต 
เอาดินไปฉาบทาผนังถ้ำที่อยู่ของท่าน
นางเห็นเช่นนั้น ก็ตีหน้ายักษ์ใส่ พูดประชดว่า “อยากได้ดินเหรอ เอ้าเอาไป” 
ว่าแล้วก็ โกยดินเหนียวก้อนใหญ่ โยนตุ้บ! ลงในบาตร
นางตายจากชาตินั้นแล้ว มาเกิดเป็นลูกสาวคนยากจนในเมืองพาราณสี 
จนไม่จนเปล่า แถมขี้ริ้ว ขี้เหร่ จนดูไม่ได้อีก ยังไง? 
มือ เท้า ปาก จมูก ตา ของนาง
พิกลพิการ น่าเกลียดจนได้สมญาว่า “ปัญจปาปา” (ขี้เหร่ห้าแห่งหรือมีปมด้อยห้าแห่ง) 
นี่เป็นผลของการทำหน้าเบี้ยวหน้าบูดใส่พระใส่เจ้า พระปัจเจกพุทธเสียด้วยสิ
แต่!! ด้วยอานิสงส์แห่งการถวายดินเหนียวที่ขยำละเอียดแล้วแก่พระปัจเจกพุทธ 
นางขี้เหร่คนนี้ ได้มีสัมผัสอันเป็นทิพย์ 
ใครได้ถูกต้องตัวนาง จะต้องซาบซ่านไปถึงทรวง 
เกิดความลุ่มหลงในสัมผัสอันนุ่มนวลนั้นทุกคน
วันหนึ่ง นางกำลังเล่นซ่อนหาอยู่กับพวกเด็กๆ ชาวบ้าน 
เกิดวิ่งไปถูกตัวพระราชาเมืองพาราณสี 
ที่ปลอมตัวออกมาดูสารทุกข์สุกดิบของชาวเมืองและบังเอิญมาถึงที่นั่นพอดี 
พระเจ้าพาราณสี ถึงกับตะลึงงัน ดังต้องมนต์สะกด
จนต้องตามไปขอพ่อแม่เธอทันที
พ่อแม่นาง นึกว่าชาตินี้ลูกสาวคงหาสามีไม่ได้แล้ว 
พอมีหนุ่มรูปหล่อมาสู่ขอ ก็ยินดียกให้ทันที 
ดีใจยังกับถูกลอตเตอรี่ก็มิปาน
ทุกคืน พระราชาก็จะปลีกพระองค์
ออกมาอยู่กับนางที่กระท่อมนอกเมือง 
พอจวนสว่างก็เสด็จกลับเข้าวัง 
พ่อตาแม่ยายไม่รู้ว่าลูกเขยรูปหล่อ เป็นลูกเต้าเหล่าใคร 
ปัญจปาปาเองก็ไม่รู้ 
ถามก็ไม่ยอมบอก 
บอกแต่เพียงว่าบ้านอยู่ในเมือง 
สักวันหนึ่ง เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้ว
จะรับนางและพ่อแม่ไปอยู่ด้วยกัน 
ไม่ต้องเทียวไล้เทียวขื่ออย่างนี้อีกต่อไป
วันหนึ่ง พ่อตาป่วยหนัก 
จะต้องกินข้าวมธุปายาสอย่างดี 
อาการป่วยจึงจะหาย 
ครอบครัวยากจนอย่างนั้นจะมีปัญญาที่ไหนซื้อข้าวมธุปายาส 
เมื่อพระราชาทรงรู้เรื่อง 
จึงรับอาสาไปเอาข้าวมธุปายาสมาให้สองหม้อ 
พ่อตากินข้าวมธุปายาสแล้วอาการป่วยก็หายขาด
หายป่วยไม่ทันไร ก็โดนตำรวจจับทั้งครอบครัว
ในข้อหาว่า ขโมยพระจุฑามณี (ปิ่น) ของพระราชา 
(จริงๆแล้ว เป็นอุบายของพระราชา ที่จะพานางเข้าวัง) 
นางปัญจปาปา ให้การต่อเจ้าหน้าที่ว่า 
พ่อนางไม่ได้ขโมย ปิ่นนี้สามีนางเป็นคนเอามา
“สามีเธออยู่ที่ไหน” เจ้าหน้าที่ซัก
“ไม่รู้ เขามาอยู่กับฉันตอนกลางคืน เช้ามืดเขาก็ไป” นางบอก 
“แต่ถ้าฉันได้จับมือเขาแล้วฉันบอกได้”
และแล้วรายการ “จับมือหาขโมย” ก็เริ่มขึ้น 
พระราชารับสั่งให้เกณฑ์ชายหนุ่มชายแก่ทั่วทั้งเมืองมานั่งในม่าน 
เจาะรูพอสอดมือออกมาได้ ให้นางจับ 
นางจับมือคนแล้วคนเล่า ปฏิเสธว่าไม่ใช่สามีนาง 
(คนที่ถูกสัมผัสมือแล้วต่างก็ลุ่มหลงในสัมผัสนั้นไม่ยอมหนีไปไหน จนเจ้าหน้าที่ต้องไล่กันอลหม่าน)
พระราชารับสั่งว่า “อาจเป็นฉันก็ได้มั้ง” 
ตรัสแล้วก็ยื่นพระหัตถ์ออกมาที่ช่องนั้น 
นางจับพระหัตถ์ได้ก็ร้องเสียงดัง 
“จับได้แล้วๆ นี่ไง สามีฉันล่ะ”
ครับ ท้ายที่สุดนางขี้เหร่เสน่ห์แรง
ก็ได้เข้ามาอยู่ในพระราชวังในตำแหน่งอัครมเหสีของพระเจ้ากรุงพาราณสี 
เรื่องยังกับนิยายแน่ะ (ก็มันนิยายจริงๆ นี่ครับ)
แต่ที่มิใช่นิยายก็คือ ถ้าใครอยากหล่ออยากสวย 
เวลาทำบุญทำทานจงทำด้วยจิตใจเลื่อมใสศรัทธา 
ยิ้มแย้มแจ่มใส ทั้งก่อนให้ กำลังให้ และหลังจากให้แล้ว
นี่ไม่ได้พูดเล่น มีพุทธวจนะตรัสไว้จริงๆ
ที่มา : เสถียรพงษ์ วรรณปก : มติชนออนไลน์ ๑๔/๐๒/๒๐๑๘ 
เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้แล 
วันนี้ ขออนุญาตยุติไว้แต่เพียงเท่านี้ก่อนนะครับ
ไว้พบกันใหม่ในหัวข้อต่อไป ขอบพระคุณที่ติดตามด้วยดีตลอดมา
สภา ศรีคำเวียง

 


image
image
image
 
 
 
 

Website Policy | Privacy Policy | Security Policy | Disclaimer | ข้อกำหนดการใช้ Cookies รองรับการทำงานบน Internet Explorer v.11+, Microsoft Edge, Firefox v.47.0+, Chrome v.51+

จำนวนการเข้าชม : 966,216