Social Link
มงคลข้อที่ ๑๖ ธัมมจริยากถา ว่าด้วยประพฤติธรรม

สวัสดีครับ วันนี้มาว่ากันเรื่องมงคลที่ ๑๖ ว่าด้วยธัมมจริยากถา หรือการประพฤติธรรม นั่นเอง
พระอรรถกถาจารย์ กล่าวไว้ในอรรถกถาแห่งมงคลสูตรนี้ว่า 
การประพฤติกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ ชื่อว่าธรรมจริยา 
 ได้แก่ การเว้นจากความชั่วและทำความดี ๓ ทาง
  - ทางกาย : ไม่ฆ่าสัตว์, ไม่ลักทรัพย์, ไม่ประพฤติผิดในกาม
  - ทางวาจา : ไม่พูดโกหก, ไม่พูดคำหยาบ, ไม่พูดส่อเสียด, ไม่พูดเพ้อเจ้อ
  - ทางใจ : ไม่โลภอยากได้ของผู้อื่น, ไม่คิดร้ายอาฆาต, มีความเห็นถูกต้องตามจริง 
อีกประการหนึ่ง ตามนัยแห่งสาเลยยกสูตร ท่านยังอธิบายอีกว่า 
"ความประพฤติธรรม คือ กระทําตามธรรม" หรือ การปฏิบัติหน้าที่อย่างถูกต้อง ได้แก่
การทำหน้าที่ของตนเอง (เช่น พ่อแม่ ลูก พนักงาน หรือประชาชน) ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต และรับผิดชอบ 
ไม่เอาเปรียบผู้อื่น
    สรุปตามนัยแห่งความหมายทั้งสองก็คือว่า การประพฤติธรรม ได้แก่
การประพฤติเป็นธรรม หรือ การประพฤติตามธรรม นั่นแล
พระธรรมโกศาจารย์ (เงื่อม อินฺทปญฺโญ) หรือท่านพุทธทาสภิกขุ 
นักปราชญ์แห่งพระพุทธศาสนา
และผู้ก่อตั้งสวนโมกขพลาราม จังหวัดสุราษฎร์ธานี 
ซึ่งได้รับการยกย่องจาก UNESCO ให้เป็นบุคคลสำคัญของโลก
ในด้านการส่งเสริมสันติภาพและความเข้าใจอันดีระหว่างศาสนา
ได้สอนหลักของธรรมะกับธรรมชาติ ไว้ว่า
๑. ธรรมะและธรรมชาติคือสิ่งเดียวกัน ไม่มีอะไรแยกขาดจากกัน
๒. ทุกสิ่งมีความจริง มีเหตุมีผล และมีความเป็นไปตามกฎเกณฑ์แห่งธรรมชาติ 
เช่น การเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป
๓. การเข้าใจธรรมชาติของกายและใจ ทำให้มนุษย์ไม่ทำลายธรรมชาติ และไม่ใช้ชีวิตฝืนธรรมชาติ 
ซึ่งช่วยให้พ้นจากความทุกข์ 
ด้วยเหตุนั้น 
การประพฤติธรรมนั้น พระพุทธองค์จึงตรัสว่า 'เป็นมงคลอย่างสูงสุด” 
เพราะเป็นเหตุแห่งอิฏฐผล (ผลที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ น่าชื่นชม) มีความเกิดในสวรรค์เป็นต้น

ยิ่งกว่านั้น พระอรรถกถาจารย์ ท่านกล่าวไว้ในอรรถกถาปฐมปัณณาสก์ ขันธกวรรค ว่า
พระพุทธองค์ ตรัสว่า ธรรมจริยา หรือ การประพฤติธรรมนั้น 
นอกจากจะยังเป็นเหตุนำมาซึ่งอิฏฐผล (ผลที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ น่าชื่นชม)
มีความเกิดในสวรรค์เป็นต้น ตามนัยแห่งสาเลยยกสูตร แล้ว
ยังเป็นอุปนิสัย (การกระทำ ทางกายวาจ และใจ ที่ได้รับการฝึกฝน สั่งสม หรือปฏิบัติซ้ำๆ มาเป็นเวลานาน)
ให้สัตว์ (ในทางพุทธศาสนา พระพุทธองค์ตรัสคำนี้ ทรงหมายถึง สัตว์โลก "ผู้ยังติดอยู่ หรือผู้ยังมีความข้องอยู่")
บรรลุพระอรหัตได้ 
มาถึงตรงนี้ จึงสรุปได้ตามนัยแห่งทั้งสองพระสูตร ได้ว่า 
อุปนิสัย ที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ ๓ อย่าง คือ 
๑. ทานูปนิสัย (อุปนิสัยแห่งทาน) 
๒. สีลูปนิสัย (อุปนิสัยแห่งศีล) และ 
๓. ภาวนูปนิสัย (อุปนิสัยแห่งภาวนา)
อุปนิสัยในข้อที่ ๑ และ ๒ นั้น เป็นอุปนิสัยเพียงยังสัตว์ให้เข้าถึงโลกสวรรค์และบรรลุได้เพียง มรรค ๓ ผล ๓ เท่านั้น คือ
๑. โสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผล
๒. สกทาคามิมรรค สกทาคามิผล
๓. อนาคามิมรรค อนาคามิผล
ส่วนภาวนูปนิสัย ในข้อที่ ๓ ย่อมยังสัตว์ให้บรรลุพระอรหัตได้
ในข้อนี้ มีเรื่องพระมิลกเถระ เป็นอุทาหรณ์
กิร ได้ยินว่า ในสมัยคฤหัสถ์ พระมิลกเถระนั้น เป็น นายพราน 
เลี้ยงชีพด้วยการทำปาณาติบาต (ฆ่าสัตว์) 
เขาทำบาปไว้มากมาย 
อาชีพถนัดคือดักบ่วงไว้ร้อยแห่ง และทำเครื่องดักสัตว์ (ฟ้าทับเหว) ไว้อีกร้อยแห่งในป่า
วันหนึ่ง หลังจากรับประทานเนื้อย่างแล้ว
เกิดความหิวน้ำอย่างมาก 
จึงเดินไปเปิดหม้อน้ำที่ตั้งอยู่ใกล้กับพระเถระรูปหนึ่งผู้กำลังเดินจงกรมอยู่ 
แต่ในหม้อกลับไม่มีน้ำเหลืออยู่แม้แต่น้อย
จึงพูดด้วยความโมโหทำนองว่า 
เป็นพระฉันแล้วก็มัวแต่เอน เพลแล้วก็มัวแต่นอนอยู่ได้เนาะ
ไม่รู้จักตักน้ำ ตักท่า มาใส่ม่ง ใส่หม้อ ไว้เลย
เอ้า! ว่าไปนู่น
พระเถระฟังแล้ว ก็นึกฉงนอยู่ไม่น้อย 
เอ๊!! น้ำก็มีเต็มหม้ออยู่ (นี่หว่า) ไหง! มาพูดแบบนี้ (ฟะ)
แต่ท่านก็เป็นพระ ที่เปี่ยมไปด้วยเมตตา 
ท่านจึงได้เดินไปตักน้ำด้วยสังข์สำหรับตักน้ำ ให้นายพราน ได้ดื่มกิน
อึ้ก อึ้ก อึ้กๆๆๆๆๆๆๆๆ
ด้วยความหิวจนหูตาลาย นายพราน ได้ดื่มน้ำไปทั้งสิ้นถึง ๓๒ สังข์ เลยทีเดียว
พออิ่มแล้ว ก็มานึกได้ว่า 
เออ...อาจจะเป็นเพราะกรรมมาบังตา
ทำให้เห็นน้ำที่เต็มหม้ออยู่ เป็นประดุจว่า กระเบื้องร้อน 
ในที่สุด ก็เกิดความสลดสังเวชในตัวเอง จึงขอบรรพชากับพระเถระรูปนั้น
แต่แล้ว..พอท่านบวชและเริ่มทำสมณธรรมอยู่
ร่างกายของท่าน ก็เกิดร้อน วูบวาบๆ ขึ้นมา
เพราะเมื่อหลับตาลงครั้งใด
ก็เห็นแต่สถานที่เคยฆ่าเนื้อและสุกร และที่ๆ เคยดักบ่วงและฟ้าทับเหวทั้งหลาย

ไม่เป็นอันกินอันนอน และบำเพ็ญสมณธรรม ไม่ได้เลย
นานวันเข้า ก็ชักไม่ไหว จึงได้เข้าไปลาสิกขากับพระเถระ
บอก ผมไม่ไหวแล้ว
พระเถระ ก็ออกอุบายว่า
ให้ไปตัดไม้เดื่อสดๆ มาก่อกองไฟนะ
ก็แน่ล่ะ ไม้สดที่ไหนจะก่อกองไฟให้ลุกไหม้ได้ 
เธอบอกว่า ไม่ไหม้เลยอาจารย์ 
ผมอยากให้มันไหม้ๆ แต่มันไม่ไหม้ให้ผมเลย
จริงๆ แล้ว มันเป็นแผนครับ
แผนที่จะทำให้เขาเกิดความสลดสังเวชใจ
เพราะจากนั้น พระเถระก็กวักมือเรียกมาหา
มานี่ มาใกล้ๆ มา!
ว่าแล้ว พระเถระก็แสดงฤทธิ์ ฉีกแผ่นดินให้แยกออกเป็นสองซีก
แล้วก็เนรมิตดวงไฟดวงหนึ่ง
มีขนาดเล็กๆ เท่าแสงของหิ่งห้อย
ฟิ้ว!!!! ไฟนั้น ไม่ใช่ไฟธรรมดา 
แต่เป็นเปลวไฟ จากขุมนรกอเวจี
ทันทีที่แสงไฟดวงน้อยดวงนั้น
ลอยเข้าไปในกองไม้ที่เขาบอกว่า จุดยังไงก็จุดไม่ติด
ฟรึ่บ!!! กองไม้ใหญ่กองนั้น
ก็หายวับไปเพียงชั่วขณะเหมือนเผาใบไม้แห้ง เลยทีเดียว

สามเณรเกิดความสลดสังเวชและเกรงกลัวต่อภัยในนรกอย่างจับใจ
จึงได้ตัดสินใจมุ่งมั่นปรารภความเพียรอย่างหนัก
เพื่อเอาชนะความง่วงและความเกียจคร้าน
ด้วยการนำฟางที่ชุ่มน้ำมาวางเทินไว้บนศีรษะขณะเดินจงกรม
และนั่งหย่อนเท้าทั้งสองลงไปแช่ในสระน้ำ 
เพื่อให้ความเย็นช่วยตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา
ท่านตั้งใจปรารภความเพียรทำกรรมฐานอย่างไม่ลดละ
ประกอบกับได้ฟังคติธรรมคำสอนของพระเถระอยู่เนืองๆว่า 
“อุฏฺฐานวโต สติมโต 
สุจิกมฺมสฺส  นิสมฺมการิโน
สญฺญตสฺส จ ธมฺมชีวิโน 
อปฺปมตฺตสฺส ยโสภิวฑฺฒตีติฯ
"ยศย่อมเจริญแก่บุคคลผู้มี ความหมั่น มีสติ                        
 มีการงานสะอาด มีปกติใคร่ครวญก่อนแล้วจึงทํา
 สํารวมแล้ว เป็นอยู่โดยธรรมและไม่ประมาท" ดังนี้
เธอได้น้อมคาถานั้นทั้ง ๔ บาทมาในตนนั่นแล
 พิจารณาแล้วขณะยืนอยู่ในย่างก้าวนั้นเอง 
ก็ตัดสังโยชน์ธรรมอันเป็นส่วนเบื้องต่ำทั้ง ๕ เสียได้แล้ว 
ยังมรรคและผลทั้ง ๓ ให้บังเกิดขึ้น.
คือบรรลุเป็น พระอนาคามี (บรรลุอริยผลขั้นที่ ๓) ได้สำเร็จในขณะนั้นนั่นแล
เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้ก่อน ขอบพระคุณที่ติดตามครับ

สภา  ศรีคำเวียง


image
image
image
 
 
 
 

Website Policy | Privacy Policy | Security Policy | Disclaimer | ข้อกำหนดการใช้ Cookies รองรับการทำงานบน Internet Explorer v.11+, Microsoft Edge, Firefox v.47.0+, Chrome v.51+

จำนวนการเข้าชม : 966,216