Social Link
จากธงแห่งชัยชนะ สู่ที่พึ่งอันประเสริฐในพระพุทธศาสนา

        สวัสดีครับ ห่างหายกันไปพอสมควร

พบกันวันนี้ ก็ขอเว้นวรรคเกี่ยวกับหัวข้อมงคลไว้สักหนึ่งครา

และขออนุญาตได้เขียนบทความเล็กๆ เมื่อเกิดเหตุสะเทือนขวัญใหญ่ๆในพระพุทธศาสนาขึ้น

ในหัวข้อ “จากธงแห่งชัยชนะ สู่ที่พึ่งอันประเสริฐในพระพุทธศาสนา”

       ผมเชื่อว่าหลายๆท่าน คงได้มีโอกาสได้ยินได้ฟัง หรือได้ศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับ เทวาสุรสงคราม หรือสงครามระหว่างเหล่าเทวดากับอสูร มาพอสมควร

หรือหากท่านใด ยังไม่เคยได้ยินเรื่องราวดังกล่าวนี้มาเลย

ก็ขออนุญาตใช้พื้นที่ตรงนี้ ได้นำเสนอให้ทุกท่านได้รับชมรับฟังกันพอชื่นอกชื่นใจ

มานี่ๆ ข่อยสิเว้าให้ฟัง!!!

ครับ สำหรับเรื่องราวเกี่ยวกับ เทวาสุรสงคราม ดังกล่าวนั้น

มีปรากฏอยู่ทั้งในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู เช่น ในคัมภีร์มหาภารตะ และคัมภีร์ปุราณะต่างๆ ซึ่งเล่าถึงสงครามและการกวนน้ำอมฤตระหว่างเทวดากับอสูรเพื่อแย่งชิง ความเป็นใหญ่ และในพระพุทธศาสนา ก็ปรากฏในพระไตรปิฎก (เช่น ธชัคคสูตร) และอรรถกถา โดยกล่าวถึงสงครามระหว่างเทวดาชั้นดาวดึงส์กับพวกอสูร บริเวณเชิงเขาพระสุเมรุและภพของอสูร เป็นต้น

เอ้า! แล้วเกี่ยวอะไรกับหัวข้อที่จะกล่าวในวันนี้

เกี่ยวสิครับ! เกี่ยวมากซะด้วย

อ่ะๆ เกี่ยวไม่เกี่ยวอย่างไร ก็ว่าไป อย่ามัวแต่ชักช้า โอ้เอ้วิหารรายอยู่นั่น

คร้าบผม..

เรื่องราวต่อไปนี้ สะท้อนให้เห็นถึงสภาวะของชีวิตที่มีทั้งความหวาดกลัว ความไม่มั่นคง และความต้องการ  “ที่พึ่ง” เมื่อเผชิญกับภัยอันตราย

ซึ่งนั่นคือ ที่มาอย่างหนึ่งของการสร้าง “วัตถุมงคล” บางพิมพ์นั่นล่ะครับ

เรื่องของเรื่องก็มีอยู่ว่า 

ในคราวที่เหล่าเทวดาต้องทำสงครามกับพวกอสูร 

แน่นอนว่า การทำสงครามนั้น ไม่ได้รบแพ้ชนะกันในครั้งเดียว

บางครั้ง เหล่าเทวดา ก็เป็นฝ่ายมีชัย เหนือเหล่าอสูร

แต่บางคราว เหล่าอสูร ก็เป็นฝ่ายไล่ถลุงเอาชนะ เหล่าเทวดา เช่นกัน

เมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง มีชัยชนะ เหนือกว่าอีกฝ่าย

ฝ่ายนั้นๆ ก็ฮึกเหิม ไล่ถลุง ไล่ต้อน อีกฝ่ายให้แตกพ่ายกระเจิงไปคนละทิศละทางไม่มีชิ้นดี

เมื่อเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำ นั่นก็หมายถึงชีวิตเลยทีเดียว

เป็นเทวดาก็ยังกลัวตายอีกรึ?

กลัวสิครับ เพราะเทวดานั้น ยังอยู่ในชั้นฉกามาพจร อ่านว่า ฉะ - กา - มา - พะ - จอน ซึ่งก็คือท่านก็ยังเสพกามอยู่นั่นเอง แต่จะเสพแบบไหนลักษณะใด ก็ขอเชิญค้นคว้าหาความสำราญได้จากพระสูตรต่างๆ ครับ

ทีนี้ก็มาเข้าเรื่องกันต่อ! ว่า..

เมื่อต้องตกเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำ ก็ย่อมเกิดความหวาดกลัว ขวัญหนีดีฝ่อ เกิดความกลัว ความสะดุ้ง ขนพองสยองเกล้า วืบวาบๆ เลยทีเดียว

เหล่าเทวดาทั้งหลาย จึงต้องพากันไปเฝ้าจอมทัพ คือ

ท้าวสักกะเทวราช หรือพระอินทร์ ผู้เป็นจอมเทพแห่งสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ นั่นเอง

ท้าวสักกะเทวราช ก็ทรงทราบความวิตกของเหล่าเทวดาเป็นอย่างดี

จึงทรงพระราชทาน ธงเกตุ หรือธงแห่งชัยชนะ เป็นเครื่องหมายสำคัญ 

กล่าวคือ เมื่อเหล่าเทวดา ได้มองเห็นธงของท้าวสักกะแล้ว 

ย่อมเกิดความมั่นใจและคลายความหวาดกลัว เสมือนว่าองค์จอมเทพยังอยู่เป็นหลักเป็นประธาน 

และเป็นที่พึ่งของเหล่าเทวดา

เรื่องนี้ ปรากฏอยู่ใน “ธชัคคสูตร” ในพระสุตตันตปิฎก 

ด้วยคติดังกล่าวนี้ ได้กลายมาเป็นขัตติยะโบราณราชประเพณีของพระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์

ที่ได้ทรงพระราชทานธงชัยเฉลิมพลให้แก่กองพันทหาร ประจำเหล่าต่างๆ ในพระราชอาณาจักร

และพระพุทธรูป หนึ่งในสิ่งศักดิ์สิทธิ 3 อย่าง ที่ประดิษฐานอยู่บนชั้นบนสุดแห่งธงชัยเฉลิมพลนั้น 

ก็นับว่าเป็นวัตถุมงคลประเภทพิมพ์นิยมที่เราท่านทั้งหลายรู้จักกัน ในนาม “พระยอดธง” นั่นเอง

เอ้า! แล้วมาเกี่ยวกับพระกับเจ้าอย่างไร?

เกี่ยวกับวัตถุมงคลอย่างไร?

อย่างนี้ครับ

ธรรมชาติของมนุษย์ เมื่อประสบกับความทุกข์ ความกลัว หรือภัยอันตราย 

ย่อมต้องการสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ

บางคน ยึดถือทรัพย์สินเงินทอง

บางคน ยึดถืออำนาจและตำแหน่ง

บางคน ยึดถือบุคคลผู้เป็นที่รัก

บางคน ยึดถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์

ไม่เว้น แม้กระทั่งพระสงฆ์องคเจ้า เมื่อครั้งพุทธกาล

เรื่องนี้ก็คือว่า เมื่อพระสงฆ์ ที่เพิ่งเป็นผู้เข้ามาใหม่ในพระศาสนา

ยังเป็นเพียงปุถุชน และยังต้องฝึกตนในพระธรรมวินัยอยู่เสมอ

แน่นอนว่า เมื่อท่านยังเป็นปุถุชน เหมือนคนธรรมดาในทางกาม กิเลส ตัณหา

พอหลีกเร้นไปปฏิบัติธรรมในที่สงบสงัด

ในป่ารกชัฏบ้าง ในป่าช้าบ้าง

ย่อมมีความหวาดกลัวเกิดขึ้นในใจเป็นธรรมดา

กลัวอะไร? 

ก็กลัวผีนะสิ!

อ้าว! เป็นพระก็ยังกลัวผีอีกรึ!

ก็บอกแล้วไง ก็ท่านยังเป็นกัลยาณปุถุชนอยู่นี่นา

อ๊ะๆ ว่าไป ขี้เกียจขัดจังหวะ

ครับ เมื่อพระสงฆ์ เกิดความหวาดหวั่นพรั่นพรึงอย่างนั้นบ้าง

จึงได้เข้าเฝ้าพระบรมศาสดา ผู้เป็นจอมแห่งธรรมทั้งปวง

พระพุทธองค์ จึงได้ตรัสสอนภิกษุทั้งหลายว่า

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในเวลาที่พวกเธอปฏิบัติธรรมอยู่ในป่า โคนไม้ ในสถานที่สงบสงัด หรือจะเป็นที่ใดก็ตาม 

หากเกิดความกลัว ความสะดุ้ง ขนพองสยองเกล้าขึ้นมา 

ขอให้พวกเธอระลึกถึงเราตถาคตเถิด 

เมื่อพวกเธอระลึกถึงแล้ว อาการเช่นว่านั้นจักหายไป 

หรือมิเช่นนั้น ก็พึงระลึกถึงคุณแห่งพระธรรม หรือคุณแห่งพระอริยสงฆ์เถิด 

ความกลัว ความสะดุ้ง ก็จะหายไปได้อย่างแน่นอน 

เพราะเหตุว่า ตถาคตและพระอรหันตสาวกทั้งหลาย เป็นผู้หมดสิ้นสรรพกิเลสาสวะแล้ว 

หมดความกลัว หมดความหวาดสะดุ้ง และเป็นผู้ไม่ต้องหนีภัยใดๆ อีกต่อไปแล้ว”

จึงอาจสรุปได้ง่ายๆว่า พระพุทธองค์ได้ทรงประทานธงแห่งชัยชนะ สู่ที่พึ่งอันประเสริฐในพระพุทธศาสนา”

ให้แก่ภิกษุทั้งหลาย นั่นคือ ให้ระลึกถึงคุณแห่ง พระรัตนตรัย เป็นสรณะ คือ

ยึดเอาคุณแห่งพระพุทธเจ้า เป็นที่พึ่ง

ยึดเอาคุณพระธรรม เป็นที่พึ่ง

ยึดเอาคุณพระอริยสงฆ์ เป็นที่พึ่ง นั่นเอง

นัยยะสำคัญดังกล่าวนี้ จึงเป็นคตินิยมที่เกจิอาจารย์ทั้งหลาย ทั้งในอดีตจนถึงปัจจุบัน

ได้จัดสร้างวัตถุมงคลขึ้น เพื่อระลึกถึงคุณแห่งพระรัตนตรัยดังกล่าวนี้

อย่างไรก็ดี ที่พึ่งจากวัตถุมงคลเหล่านี้ ก็เป็นเพียงที่พึ่งที่ไม่ใช่จุดมุ่งหมายสูงสุดในศาสนา

เพราะในท้ายที่สุดแล้ว ทุกสรรพสิ่ง ย่อมอยู่ภายใต้หลักการอันสำคัญที่พระพุทธองค์ทรงแสดงไว้นั้นคือ

กฎแห่งไตรลักษณ์ คือ ทุกอย่างล้วนเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

ส่วนธงแห่งชัยชนะที่แท้จริง ที่พระพุทธองค์มุ่งเผยแผ่พระศาสนาลงในจิตใจของมนุษย์นั้น ก็คือ

“ธงแห่งการพ้นทุกข์ในสังสารวัฏนั่นเอง”

มาเถิด เหล่าพี่น้องชาวพุทธทั้งหลาย

เราจงมาร่วมใจ ชักธงแห่งชัยชนะตามทางแห่งพระบรมศาสดากันเถิด

“พุทธัง สรณัง คัจฉามิ

 ธัมมัง สรณัง คัจฉามิ

 สังฆัง สรณัง คัจฉามิ”

วันนี้ ขออนุญาตยุติไว้ แต่เพียงเท่านี้ ขอบพระคุณที่ติดตามครับ

       สภา ศรีคำเวียง


image
image
image
 
 
 
 

Website Policy | Privacy Policy | Security Policy | Disclaimer | ข้อกำหนดการใช้ Cookies รองรับการทำงานบน Internet Explorer v.11+, Microsoft Edge, Firefox v.47.0+, Chrome v.51+

จำนวนการเข้าชม : 966,216