Social Link
มงคลข้อที่ ๑๗ กถาว่าด้วยการสงเคราะห์ญาติ

สวัสดีครับ ก่อนอื่น ก็ขอเป็นกำลังใจให้กับพี่น้องชาวไทยทุกคน 
ที่กำลังประสบกับปัญหาอุทกภัยกันอยู่ในขณะนี้
ขอให้ทุกๆท่าน ได้ผ่านพ้นห้วงวิกฤติครั้งใหญ่ในครั้งนี้ไปได้ด้วยดี
หน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ 
ต่างฝ่ายต่างขวนขวาย ระดมสรรพกำลัง เพื่อช่วยเหลือเจือจุนกันอย่างเต็มที่
ไม่นานภาวะวิกฤติเหล่านี้ ก็จะผ่านพ้นไปได้ด้วยดีและทุกท่านก็จะได้กลับมาใช้ชีวิต
ทำมาหากินกันตามปกติอีกเช่นเดิม
วันนี้ บทความได้มาถึงหัวข้อที่เหมาะกับห้วงเวลานี้พอดี
นั่นคือ กถาว่าด้วยการสงเคราะห์ญาติ ซึ่งเป็นมงคลข้อที่ ๑๗ นั่นเอง
ในมังคลัตถกถานี้ท่านอธิบายความหมายของคำว่าญาติไว้ว่า 
"ชน ผู้เกี่ยวเนื่องกัน ข้างมารดาก็ดี ข้างบิดาก็ดี ไล่ไปจนถึงยุคปิตามหะที่ ๗
(คือนับแต่ชั้นแห่งปู่ ย่า ตา ยาย ชั้นทวด ลงมา ๗ ชั่ว) ชื่อว่า “ญาติ””
ชนที่เนื่องกันเหล่านั้นทั้งหมด ชื่อว่าญาติ ด้วยอรรถว่า พึงรู้จักกัน 
เหตุนั้น ในอรรถกถาท่านจึงกล่าวว่า "ชนเหล่านี้เขาย่อมรู้จักว่าเป็นญาติของพวกเรา 
อนึ่ง แม้นไม่ใช่ญาติสนิทมิตรสหายที่เกี่ยวเนื่องกัน 
ไม่มีความคุ้นเคยกับคนใด หรือแม้คนๆนั้น ก็ไม่ใช่ญาติแท้ๆ ก็ตาม
แต่มีความคุ้นเคยกับคนใด คนนั่นแม้ไม่เนื่องกัน ก็ชื่อว่าเป็นญาติอย่างยิ่ง 
ดังที่สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสไว้ปรากฏในขุททกนิกาย ธรรมบทว่า 
วิสฺสาสปรมา ญาติ แปลว่า ญาติ มีความคุ้นเคยเป็นอย่างยิ่ง นั่นแล
เมื่อทราบความหมายของคำว่า ญาติ กันเป็นเบื้องต้นอย่างนี้แล้ว
จึงควรอย่างยิ่ง ที่เราทั้งหลาย จะพึงพิจารณาเห็นคุณประโยชน์ของการเอื้อเฟื้อกันและกันระหว่างหมู่ญาติ
ด้วยว่า การสงเคราะห์ญาตินั้น พระผู้มีพระภาคตรัสว่าเป็นมงคล 
เพราะเป็นเหตุบรรลุคุณวิเศษทั้งหลายอันเป็นไปในทิฏฐธรรม (ภพปัจจุบัน) มีความสรรเสริญ เป็นต้น 
และเป็นไปในสัมปรายภพ (ภพในเบื้องหน้า) มีการถึงสุคติโลกสวรรค์ เป็นต้น 
ในทางกลับกัน หากบุคคลใด รวบรวมทรัพย์ไว้ได้มากมายแล้ว 
ตนเองก็มิได้บริโภค ซ้ำยังมิได้สงเคราะห์พวกญาติทั้งหลายเลย 
บุคคลนั้น นักปราชญ์ย่อมกล่าวติว่า เป็นผู้ไม่แตกต่างกับนกมัยหกะ ที่จะกล่าวต่อไปนี้เป็นอุทาหรณ์
ในอดีตกาล พระโพธิสัตว์ เกิดเป็นบุตรเศรษฐี มีทรัพย์ประมาณ ๘๐ โกฏิ ในเมืองพาราณสี 
เมื่อมารดาบิดา เสียชีวิตลง ได้สงเคราะห์น้องชาย จ่ายทรัพย์สร้างโรงทานไว้ใกล้ประตูบ้าน
ให้ทานใหญ่ อยู่ครองเรือนเป็นลําดับมา
ในเวลาที่บุตรเดินได้ เห็นโทษในกามและอานิสงส์ในบรรพชา 
จึงได้มอบทรัพย์ทั้งสิ้นพร้อมกับบุตรและภริยาให้น้องชาย 
แล้วออกบวชเป็นฤๅษี บําเพ็ญฌานและอภิญญาให้เกิดแล้ว อยู่ในหิมวันตประเทศ 
ฝ่ายน้องชายของดาบสนั้น ได้บุตรคนหนึ่ง จึงคิด (ชั่วๆ) ว่า 
เมื่อลูกของพี่ชายเรายังมีชีวิตอยู่ ทรัพย์จะต้องถูกแบ่งออกเป็น ๒ ส่วน
อย่ากระนั้นเลย เราจักฆ่าลูกของพี่ชายเสีย" 
ดูความคิดมัน!!!!
วันหนึ่ง เขาก็ลงมือกดทารกนั้นให้จมในแม่น้ำ ตายแล้ว 
อาบน้ำแล้วก็กลับไปเรือน ถูกภริยาของพี่ชายถาม ก็ตอบว่า 
"ฉัน เห็นเด็กนั้นเล่นอยู่ที่แม่น้ำ ภายหลังฉันค้นหาก็ไม่พบตัวแล้ว 
พี่สะใภ้ ฟังจบ ก็ร้องไห้โฮแล้วก็นิ่งอยู่ 
พระโพธิ์สัตว์ทราบเหตุนั้นแล้ว ดําริว่า "เราจักทํากิจนี้ให้ปรากฏ" 
จึงเหาะไปสู่เรือนน้องชายทางอากาศ 
ฉันโภชนะอย่างดีที่น้องชายถวายแล้ว ก็ทำทีถามไปว่า
เด็กนั้น ไปไหน?  
เจ้าน้องชายก็ตอบไปหน้าตาเฉยว่า "จมน้ำตายแล้วขอรับ" 
พระโพธิสัตว์ชักยั๊วะ จึงกล่าวว่า "แน่ะ (ไอ้) คนชั่ว สิ่งที่เจ้าทําแล้วได้ปรากฏแก่เรา
(คือท่านเห็นด้วยญาณทิพย์)
เจ้าฆ่าเด็กนั้นเสียเพราะเหตุนี้ มิใช่หรือ ? 
ตัวเจ้า จะพึงสามารถรักษาทรัพย์ที่จะฉิบหายอยู่ ด้วยอํานาจภัย มีราชภัยเป็นต้นได้ละหรือ? 
การกระทําของเจ้าก็ไม่ต่างอะไรกับการกระทำของนกที่ชื่อว่ามัยหกะนักหรอก
อันว่า นกชื่อมัยหกะ นั้น
มีปกติเที่ยวไปตามข้างเขาและซอกเขา 
บินขึ้นไปจับต้นไม้เลียบมีผลสุก แล้วก็เอาแต่ร้องหวงอยู่ว่า ' ของเราๆ ' 
เมื่อมันพร่ำอยู่อย่างนั้น ฝูงนกทั้งหลาย ต่างก็พากันมากินผลไม้เลียบแล้วก็บินหนีไป
ในขณะที่นกนั้น ก็ยังเอาแต่บ่นเพ้ออยู่ว่า ของเราๆ ฉันใด 
บุคคลบางคนในโลกนี้ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน 
รวบรวมทรัพย์ไว้ได้มากแล้ว ไม่บํารุงตนเองและญาติทั้งหลายตามส่วน 
เขาไม่ใช้สอยเป็นค่านุ่งห่ม อาหาร ระเบียบ และเครื่องลูบไล้อะไรๆ 
และไม่สงเคราะห์หมู่ญาติ สักครั้งเดียว 
เมื่อเขากําลังบ่นพร่ำหวงอยู่ว่า "ของเราๆ " อยู่
อย่างนั้น พระราชาทั้งหลาย หรือพวกโจรหรือพวกทายาท ผู้ไม่เป็นที่รัก 
มาจะพากันมาเอาทรัพย์นั้นไป 
ส่วนปราชญ์อาศัยโภคทรัพย์ สงเคราะห์ญาติทั้งหลาย 
เพราะเหตุนั้น ท่านจึงได้รับเกียรติคุณ ละโลกไปแล้วย่อมบันเทิงในสวรรค์  
พระโพธิสัตว์ ครั้นได้แสดงธรรมแก่น้องชายอย่างนั้นแล้ว
ให้ทําทานที่น้องชายได้ยกเลิกให้กลับมาเป็นปกติดังเดิม
เหาะไปสู่หิมวันตประเทศแล้ว เป็นผู้มีฌานไม่เสื่อม 
ทํากาละแล้วก็ได้ไปอุบัติยังพรหมโลก 
ฝ่ายน้องชายของพระโพธิ์สัตว์นั้น บัดนี้ ได้เกิดเป็นอาคันตุกเศรษฐี 
ผู้ไม่เคยได้ทําบุญใดๆเลย ตลอดชีพ ทํากาละ(เสียชีวิต)แล้ว ได้เกิดในโรรุวนรก 
พวกราชบุรุษ ได้ขนทรัพย์ของอาคันตุกเศรษฐีซึ่งไม่มีทายาทสืบสกุล
เข้าสู่ท้องพระคลังของพระเจ้าปเสนทิ 
โดยใช้เวลาในการขนทรัพย์ถึง ๗ วัน ๗ คืน เลยทีเดียว
ดังนั้น เมื่อเป็นญาติเกี่ยวเนื่องกันแล้ว จึงพึงรักกัน สงเคราะห์กัน ไว้เถิด
เพราะสุดท้ายแล้ว คนที่จะคอยช่วยเหลือ อุ้มชู และดูแลกันในยามทุกข์ยาก
ก็เห็นจะมีแต่เพียงญาติสืบสายโลหิตเราเท่านั้น
คนอื่นใดเล่า เขาจะมาเป็นภารธุระให้ ดังคำผญาอีสาน กล่าวเอาไว้ว่า
“อย่าสิไลลืมถิ่มพงศ์พันธุ์พี่น้องเก่า 
 อย่าสิละโคตรเหง้า หลงย้องผู้อื่นดี”
แปลความหมายได้ว่า 
อย่าได้หลงลืมหรือละทิ้งญาติพี่น้องวงศ์ตระกูลของตนเอง 
ไปเที่ยวไล่ยกย่องหรือชื่นชมคนอื่น ดีกว่าพี่น้องร่วมสายเลือดของตนเอง
วันนี้ ขอจบไว้แต่เพียงเท่านี้ ไว้พบกันใหม่ในหัวข้อต่อไป
ขอบพระคุณที่ติดตามครับ
สภา  ศรีคำเวียง


image
image
image
 
 
 
 

Website Policy | Privacy Policy | Security Policy | Disclaimer | ข้อกำหนดการใช้ Cookies รองรับการทำงานบน Internet Explorer v.11+, Microsoft Edge, Firefox v.47.0+, Chrome v.51+

จำนวนการเข้าชม : 966,216