สวัสดีครับ วันนี้มาถึงมงคลข้อที่ ๑๘ กันแล้ว ว่าด้วยเรื่อง อนวัชชกรรม คือ
กรรมอันหาโทษไม่ได้ หมายถึง การประกอบการงานหรือการกระทำใดๆ ที่ไม่มีโทษ
คือ เป็นการกระทำที่บริสุทธิ์ ไม่นำความเดือดร้อนมาสู่ตนเองและผู้อื่น ทั้งในปัจจุบันและอนาคต
ลักษณะของการงานหรือกรรมที่ไม่มีโทษ
การกระทำที่จะได้ชื่อว่าเป็น "อนวัชชกรรม" นั้น จะต้องประกอบด้วยหลัก ๔ ประการ คือ
๑. ไม่ผิดกฎหมายบ้านเมือง
๒. ไม่ขัดต่อขนบธรรมเนียมหรือประเพณีอันดีงามของประชาชน
๓. ไม่ผิดเบญจศีล คือข้อเว้น ๕ ประการ มีปาณาติปาตา เวรมณี : เว้นจากการฆ่าสัตว์ และการเบียดเบียนสัตว์มีชีวิต เป็นต้น
๔. ไม่ผิดต่อธรรม หรือข้อควรปฏิบัติ ๕ ประการ มีความเมตตากรุณา เป็นเค้า
ตามที่กล่าวมาดังกล่าวนั้น ในมงคลสูตรนี้ ท่านได้ยกตัวอย่างการกระทำอันหาโทษไม่ได้..ว่า
มีอะไรบ้าง? ที่เป็นมงคล..คำตอบคือ
๑. การรักษาอุโบสถศีลในวันพระ ก็ได้อานิสงส์
๒. การขวนขวายช่วยเหลืองานบุญกุศลของผู้อื่น ก็ได้อานิสงส์
๓. การปลูกต้นไม้ให้ร่มเงาหรือต้นไม้ที่ออกดอกผลไว้ในวัดหรือที่สาธารณะ ก็ยังได้อานิสงส์
๔. การสร้างสะพาน หรือทำสาธารณประโยชน์เพื่อให้ผู้คนได้ใช้สัญจรไปมา ก็ได้อานิสงส์
๕. การประกอบอาชีพสุจริตทั่วไป เช่น ค้าขายสิ่งของที่มีประโยชน์ ทำงานรับจ้างที่สะอาดและ
ไม่เบียดเบียนใคร ก็ยังได้อานิสงส์อีก
ดังนั้น เมื่อได้รู้จักความหมายของการงานอันไม่มีโทษเช่นนี้แล้ว ก็ควรจะต้องศึกษาต่อไปว่า
เมื่อเราลงมือทำไปแล้ว จะได้ประโยชน์อะไรบ้าง คำตอบคือ
๑. จิตใจผ่องใส ไม่ต้องหวาดระแวงว่าจะมีความผิดหรือได้รับวิบากกรรมไม่ดี
๒. เป็นรากฐานของความสุขความเจริญรุ่งเรืองในชีวิต ทั้งในโลกนี้และในโลกหน้า
เพราะเป็นเหตุแห่งความเกิดในสวรรค์ เป็นต้น
ขึ้นสวรรค์เลยเหรอ?
อ๊ะ!!! แน่นอนสิครับ
ขึ้นสวรรค์แล้ว มันดียังไง?
ยังงี้ครับ พระท่านว่า...
เทวดาบนสวรรค์นั้น
เสพสุขอันเป็นทิพย์ ทิพย์แบบไหน? ยังไง?..ก็อย่างเช่น
มีกายอันเป็นทิพย์
กล่าวคือเทวดาเกิดแบบ โอปปาติกะ มีความละเอียด สว่างไสว และประณีต ไม่ต้องประสบกับความแก่ร่างกายทรุดโทรม หรือเจ็บป่วยเหมือนมนุษย์ อีกทั้งยังสามารถขยายหรือย่อกาย และเดินทางไปไหนมาไหนได้ด้วยความรวดเร็วตามกำลังบุญ
มีอาหารอันเป็นทิพย์
กล่าวคือ อาหารของเทวดาเป็นรสทิพย์ที่ละเอียดอ่อน เมื่อบริโภคเข้าไปแล้วจะถูกดูดซึมซึมซับเข้าสู่ร่างกายทิพย์โดยสมบูรณ์ ไม่เหลือสิ่งปฏิกูลหรือกากอาหารให้ต้องขับถ่าย และเมื่อเทวดานึกปรารถนาอาหารประเภทใด อาหารนั้นก็จะปรากฏขึ้นตามบุญบารมี
มีวิมานอันเป็นทิพย์
กล่าวคือ ที่อยู่อาศัยของเทวดาเกิดขึ้นด้วยบุญญาธิการ มีความวิจิตรงดงามประดับด้วยแก้วแหวนเงินทองและทิพย์สมบัติต่างๆ มีขนาดและความงดงามลดหลั่นกันไปตามระดับชั้นของสวรรค์ และตามกำลังบุญเฉพาะตน
ที่สำคัญคือ อายุขัย ของเทวดานั้น ก็ยืนยาวต่างกับมนุษย์ คนละโยชน์เลยทีเดียว
ยังไง? บอกมาซิ มาซิๆ
ต้องบอกก่อนว่า เทวดาบนสวรรค์ในชั้น ฉกามาพจร คือ สวรรค์ ๖ ชั้นนั้น
แต่ละชั้นก็มีอายุขัยแตกต่างกันนะครับ ในที่นี้ จะขอยกเอาตัวอย่างของอายุขัยของเทวดาบนสวรรค์ชั้นต่ำที่สุด คือ ชั้นจาตุมมหาราชิกา ซึ่งมีอายุขัยอยู่ ๕๐๐ ปีทิพย์
ส่วนชั้นอื่นๆยิ่งสูงขึ้น อายุขัยก็ยาวขึ้นไปอีก คือ จาก ๕๐๐ ปี เป็น ๑ พันปี (ชั้นดาวดึงส์) ๒ พันปี (ชั้นยามา) เป็นต้น ท่านที่สนใจก็เชิญหาความสำราญได้ในอุโบสถสูตรครับ
ในอุโบสถสูตร พระสุตตันตปิฎก ท่านกล่าวเอาไว้ว่า..
- ๑ คืนและ ๑ วัน (๑ วันทิพย์) ของเทวดาชั้นนี้ = ๕๐ ปีของมนุษย์
หมายความว่า เวลาบนโลกมนุษย์ผ่านไปถึง ๕๐ ปี แต่สำหรับเทวดาชั้นนี้ เพิ่งผ่านไปเพียง ๒๔ ชั่วโมง เท่านั้น
- ๑ เดือนทิพย์ (คิดจำนวน ๓๐ วันทิพย์) ๓๐X๕๐ = ๑,๕๐๐ ปีของมนุษย์
- ๑ ปีทิพย์ มีอยู่ ๑๒ เดือนทิพย์ เท่ากับ ๑๒X๑,๕๐๐ ได้เป็น ๑๘,๐๐๐ ปีของมนุษย์
ทีนี้ อายุท่าน ๕๐๐ ปีทิพย์ใช่มั้ย? ใช่!!!!!
ดังนั้น ๕๐๐X๑๘,๐๐๐ จึงได้เท่ากับ ๙,๐๐๐,๐๐๐ ปี(เก้าล้านปีของมนุษย์)
ป้าด!!! โม้ป่าว...
อีหลี!! เอ๊ย...จริงๆ ไม่เชื่อไปถามดูสิ
ถามใคร?
ก็ถามเทวดาไง
ถามที่ไหนยังไงล่ะ
ไม่รู้ อยากรู้ก็ทำดี แล้วไปเกิดบนสวรรค์เอา..คริๆ (ว่าไป)
นั่นแน่..พูดมาแบบนี้แล้ว นึกอยากเป็นเทวดากันแล้วใช่ม๊า
ในวันนี้ จึงขอยกอุทาหรณ์การทำถนน สร้างศาลา บ่อน้ำ ปลูกต้นไม้ให้ร่มเงาหรือต้นไม้ที่ออกดอกผลไว้ในวัดหรือที่สาธารณะ
ก็ยังได้อานิสงส์ ดังนี้
อุบาสกคนหนึ่งในเมืองสาวัตถี ทําที่อันขรุขระให้ราบเรียบในทางเป็นที่มาสู่บ้านเพื่อบิณฑบาตแก่ภิกษุทั้งหลาย นําหนามออก ถางกองไม้และพุ่มไม้
พอถึงหน้าน้ำ ก็ทอดสะพานในเหมืองทั้งหลาย ในที่ไม่มีละเมาะไม้ ก็ปลูกต้นไม่มีเงาไว้
ขุดดินในที่ขังน้ำทั้งลายขึ้น ทําที่เหล่านั้นให้กว้างและลึก ให้เป็นท่าน้ำ
ถวายทานตามสมควรแก่สมบัติและรักษาศีล
ในกาลต่อมา อุบาสกนั้นทํากาละแล้วก็บังเกิดในวิมานทองประมาณ ๑๒ โยชน์ บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์
ท่านพระมหาโมคคัลลานเถระ ไปเห็นเข้า ท่านจึงสอบถามเทวดาองค์นั้นว่า
"วิมานมีเสาทำด้วยแก้ว นี้ สูงได้ ๑๒ โยชน์
เรือนยอด ๗๐๐กว้างขวาง มีเสาทำด้วยแก้วไพฑูรย์ ปูลาดด้วยเครื่องลาดอันงาม ดูงดงาม ฃท่านย่อมอยู่ ย่อมดื่มและย่อมเคี้ยวกินในวิมานนั้น
พิณอันเป็นทิพย์ ซึ่งไพเราะก็ประสานเสียงอยู่
กามคุณ ๕ มีรสเป็นทิพย์ ก็มี ในวิมานนี้
อนึ่ง เหล่านารีผู้ประดับด้วยเครื่องอาภรณ์ทองคํา ก็ฟ้อนอยู่
ท่านมีวรรณะเช่นนั้น เพราะบุญกรรมอะไร?
ผลแห่งสุจริต ย่อมสําเร็จแก่ท่านในที่นี้ และโภคะเหล่าใดเหล่าหนึ่ง อันน่าพึงใจ
ย่อมเกิดขึ้นแก่ท่าน เพราะท่านบุญกรรมอะไร?
อาตมภาพขอถามท่านผู้มีอานุภาพมาก
เมื่อครั้งเป็นมนุษย์ ท่านได้ทําบุญอะไรไว้?
ท่านมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และวรรณะของท่าน ย่อมส่องสว่างไปทั่วทุกทิศ เพราะบุญกรรมอะไร?
……
เทวบุตร ถูกพระเถระถามอย่างนี้ จึงตอบว่า..
ข้าพเจ้า เมื่อครั้งเป็นมนุษย์
ได้ทําทางเดินในหนทาง ในป่า และปลูกต้นไม้น่ารื่นรมย์ไว้
ท่านผู้มีศีล ได้เป็นที่รักของข้าพเจ้า
ข้าพเจ้ามีจิตเสื่อมใส จึงได้ให้ทานคือข้าวและน้ำอันไพบูลย์โดยเคารพ
ข้าพเจ้ามีวรรณะเช่นนี้ เพราะกรรมนั้น
ผลสุจริตย่อมมีแก่ข้าพเจ้า เพราะกรรมนั้น
อนึ่ง โภคะอันน่าพึงใจ ย่อมเกิดขึ้นแก่ข้าพเจ้า ก็เพราะกรรมนั้น
ข้าพเจ้ามีอานุภาพ มีวรรณะที่ส่องสว่างไปทั่วทุกทิศ ก็เพราะกรรมนั้นแล
เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้ก่อน ขอบคุณที่ติดตามครับ
สภา ศรีคำเวียง