วินะโย จะ สุสิกฺขิโต
มีวินัยที่ได้ศึกษาดีแล้ว, มีระเบียบวินัยดี, ได้ฝึกอบรมตนไว้ดี
สวัสดีครับ ห่างหายกันไปนานพอสมควร วันนี้ก็มาถึงมงคลข้อที่ ๙ ว่าด้วยการมีวินัยที่ศึกษาดีแล้ว
ชื่อว่าวินัย มี ๒ อย่าง คือ วินัยของบรรพชิตและวินัยของคฤหัสถ์ วินัยของบรรพชิตนั้น
มีการไม่ต้องอาบัติ ๗ กอง เป็นต้น อนาคาริยวินัยที่บรรพชิตศึกษาดีแล้ว เพราะไม่ถึงความเศร้าหมองและเพราะทำให้ตนตั้งอยู่ในคุณคือมรรยาท ชื่อว่าเป็นมงคล เพราะเป็นเหตุนำประโยชน์ เกื้อกูลและความสุขมาให้ในโลกทั้งสอง
ส่วนวินัยสำหรับฆราวาส หรือบุคคลทั่วไปนั้น เรียกว่า อาคาริยวินัย มีการละอกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ ดังนี้เป็นต้น
๑. ไม่ฆ่าชีวิตคน หรือสัตว์ไม่ว่าน้อย ใหญ่
๒. ไม่ลักทรัพย์ ยักยอกเงิน สิ่งของมาเป็นของตัว
๓. ไม่ประพฤติผิดในกาม ผิดลูกผิดเมีย ข่มขืนกระทำชำเรา
๔. ไม่พูดโกหก หลอกลวงให้หลงเชื่อ หรือชวนเชื่อ
๕. ไม่พูดส่อเสียด นินทาว่าร้าย ยุยงให้คนแตกแยกกัน
๖. ไม่พูดจาหยาบคาย ให้เป็นที่แสลงหูคนอื่น
๗. ไม่พูดจาไร้สาระ หรือที่เรียกว่าพูดจาเพ้อเจ้อไม่มีสาระ เหตุผล หรือประโยชน์อันใด
๘. ไม่โลภอยากได้ของเขา คือมีความคิดอยากเอาของคนอื่นมาเป็นของเรา
๙. ไม่คิดร้าย ผูกใจเจ็บ แค้น ปองร้ายคนอื่น
๑๐. ไม่เห็นผิดเป็นชอบ เช่น เห็นว่าพ่อแม่ไม่มีความสำคัญ บุญหรือกรรมไม่มีจริงเป็นต้น
ในวันนี้จะขอหยิบยกนำเสนอมาเพียงในส่วนของวินัยของบรรพชิตที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัม
พุทธเจ้าได้ตรัสไว้ว่า อนาคาริยวินัย ที่บรรพชิตศึกษาดีแล้วและนับว่าเป็นมงคลอันสูงสุด เพราะไม่เป็นอันตรายต่อสวรรค์และพระนิพพาน นั้น ได้แก่ การไม่ต้องอาบัติทั้ง ๗ กอง
หากว่า อาบัติกองใดๆ อันภิกษุใด จงใจต้องแล้ว อาบัติกองนั้นๆ อันภิกษุนั้น พึงแสดงคืนเสียด้วยวุฏฐานวิธีและเทสนาวิธีทีเดียว
เมื่อกองอาบัติแม้ที่จงใจต้องแล้ว อันภิกษุอยู่กรรมก็ดี แสดงเสียก็ดี ย่อมไม่ทำอันตราย เพราะว่าเป็นอโหสิกรรม ไม่มีวิบากเป็นธรรมดา
พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสความที่ภิกษุผู้มีอาบัติจะเป็นผู้ไปสู่อบายอย่างแน่นอนว่า ‘ภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวนรก หรือ กำเนิดสัตว์เดรัจฉาน แก่ภิกษุผู้มีอาบัติทีเดียว ในข้อนี้มีเรื่อง พญานาคเอรกปัตต์ เป็นอุทาหรณ์
ในศาสนาของพระพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสปะ มีภิกษุหนุ่มรูปหนึ่ง ทำสมณธรรมในป่า ๒๐,๐๐๐ ปี วันหนึ่ง ขึ้นเรือในแม่น้ำคงคา มือไปจับใบตะไคร้น้ำที่กอตะไคร้น้ำ เมื่อเรือกำลังแล่นไปโดยเร็ว ก็ไม่ปล่อย ใบตะไคร้น้ำจึงขาด เธอเข้าใจว่า “โทษนั้น เพียงเล็กน้อย” จึงไม่แสดงอาบัติ ในเวลาใกล้จะมรณภาพ เป็นเหมือนถูกใบตะไคร้น้ำรัดที่คอ แม้ประสงค์จะแสดงอาบัตินั้น ก็ไม่เห็นภิกษุอื่น เกิดความเดือดร้อนใจว่า “ศีล ของเราไม่บริสุทธิ์” ดังนี้ เคลื่อนแล้ว ได้เป็นพญานาค ขนาดตัวเท่าเรือโกลนลำหนึ่ง จึงได้ชื่อว่า “เอรกปัตต์”
พญานาคเอรกปัตต์นั้น ก็เฝ้าแต่รอคอยการอุบัติขึ้นแห่งพระพุทธเจ้า เพื่อจะปลดเปลื้องต้นเองให้ออกจากอาบัติคราวนั้น จึงทำอุบายโดยให้ธิดาของตนร้องเพลงขับที่มีเนื้อหาที่เจือด้วยหลักธรรมในบทเพลง ในวัน อุโบสถทุกกึ่งเดือน หากใครร้องเพลงโต้ตอบลูกสาวตนเองได้ ก็แสดงว่า มีพระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นแล้ว แต่จนแล้วจนรอด จวบจนกระทั่งเวลาผ่านไป ๑ พุทธันดร จึงมีพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่าโคดม ได้เสด็จอุบัติขึ้น
พระศาสดา ทรงตรวจดูสัตว์โลกในเวลาใกล้รุ่ง ทรงทราบเหตุนั้นแล้ว เสด็จไปประทับนั่ง ณ ควงไม้ซึกต้นหนึ่ง ใกล้กรุงพาราณสี ทอดพระเนตรเห็นมาณพชื่ออุตตระกำลังเดินไปเพื่อจะขับเพลงตอบ จึงตรัสเรียกว่า “เธอจงมาข้างนี้”.
เขาเข้าไปเฝ้าพระศาสดาแล้ว จึงโปรดให้เขาเรียนเพลงขับตอบ และในขณะกำลังเรียนเพลงขับตอบอยู่นั้น อุตตระมาณพ ก็ได้เป็นพระโสดาบันแล้ว จึงได้ไปที่ท่าน้ำ
เมื่อเห็นคนมายืนอยู่ที่ท่าน้ำ นางนาคมาณวิกา จึงขับเพลงขับ ด้วย ๒ คาถาว่า
ผู้เป็นใหญ่แห่งอะไรเล่า ชื่อว่าพระราชา ?
อย่างไรเล่า พระ ราชา ชื่อว่ามีธุลีบนพระเศียร ?
อย่างไรเล่า ชื่อว่ามีธุลีไปปราศ แล้ว ?
อย่างไร เรียกว่าคนพาล ?
คนพาลอันอะไร พัดไป ?
บัณฑิตบรรเทาได้อย่างไร ?
บุคคลย่อมมีธรรมเป็นที่เกษม จากโยคะ อย่างไร ?
ท่านอันข้าพเจ้าถามแล้ว จงบอกความนั้น แก่ข้าพเจ้าเถิดฯ
ทีนั้น อุตตรมาณพ ที่ได้เรียนเพลงขับจากพระศาสดาแล้ว จึงขับเพลงขับตอบด้วย ๒ คาถาว่า
ผู้เป็นใหญ่แห่งทวาร ๖ ชื่อว่าพระราชา
พระราชาผู้กำหนัด ชื่อว่ามีธุลีบนพระเศียร
ผู้ไม่กำหนัด ชื่อว่ามีธุลีไปปราศแล้ว
ผู้กำหนัดอยู่ ท่านเรียกว่าคนพาล
คนพาล อันโอฆะพัดไป
บัณฑิตย่อมบรรเทาได้ด้วยความเพียร
ผู้ไม่ประกอบด้วยโยคะทั้งปวง ท่านเรียกว่าผู้มีธรรมเป็นที่เกษมจากโยคะ
พญานาค พอได้ยินเพลงขับตอบนั้นแล้ว ก็ดีใจว่า “เราไม่เคยได้ยินบทเช่นนี้ตลอด พุทธันดรหนึ่ง พระพุทธเจ้าทรงอุบัติในโลกแล้วละสิหนอ ท่านผู้เจริญ” ดังนี้ ขึ้นจาก น้ำ พร้อมกับอุตตรมาณพไปสำนักของพระศาสดา ถวายบังคมพระศาสดาแล้วร้องไห้ กราบทูลความที่ตนอาศัยกรรมเพียงทำใบตะไคร้น้ำขาด ต้องบังเกิดในกำเนิดสัตว์ เดรัจฉาน แล้วกราบทูลว่า “พระเจ้าข้า ข้าพระองค์ไม่ได้ความเป็นมนุษย์ ไม่ได้ฟังพระ สัทธรรม ไม่ได้เห็นพระพุทธเจ้าเช่นพระองค์ตลอดหนึ่งพุทธันดร
พระศาสดาตรัสว่า “มหาบพิตร ชื่อว่าความเป็นมนุษย์เป็นต้น สัตว์ได้โดยยากจริงๆ” ดังนี้แล้ว เมื่อจะทรง แสดง ตรัสคาถานี้ ในพุทธวรรค ธรรมบทว่า
การได้ความเป็นมนุษย์ ได้ยาก
ชีวิตของสัตว์ทั้งหลาย ได้ยาก
การฟังพระสัทธรรม ได้ยาก
การอุบัติแห่งพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ได้ยาก
พญานาค พอได้ฟังพระธรรมเทศนานั้นแล้ว ปกติแล้วจะพึงได้ผลที่ ๑ คือการบรรลุอริยธรรมในวันนั้น, แต่พญานาคนั้น ไม่ได้ เพราะว่าเป็นสัตว์เดรัจฉาน พญานาคนั้น ถึงความไม่ลำบากในฐานะ ๕ คือ “การ ปฏิสนธิ การลอกคราบ การวางใจหยั่งลงสู่ความหลับสนิท การเสพเมถุนกับนางนาค ตัวมีชาติเสมอกัน และการจุติ” ย่อมได้เพื่อจะเที่ยวไปด้วยรูปมาณพนั่นแหละ ดังนี้แล
ขอบคุณครับ
สภา ศรีคำเวียง